มิถุนายน เดือนแห่งความภาคภูมิใจของชาวหลากหลายทางเพศ

บาร์สโตนวอลล์ จุดแรกเริ่มต้นเรื่องสิทธิของคนรักเพศเดียวกัน
โดยพิมพ์ชมพู

 

il_fullxfull_346503460

ทุกปีของวันอาทิตย์สัปดาห์สุดท้ายในเดือนมิถุนายน ณ ถนนสายที่ห้า หรือฟิฟท์ อเวนิว ซึ่งเป็นถนนสายหลัก ของ มหานครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีขบวนพาเหรดสีสันสดใสสะดุดตาของหญิงรักหญิงชายรักชาย มาร่วมกันเดินเฉลิมฉลองวันแห่งความภาคภูมิใจของพวกเขา( Gay and Lesbian Pride Day) และเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 45 ปีก่อน

ค่ำคืนของวันที่ 27 มิถุนายน 1969 ณ บาร์เกย์ชื่อสโตนวอลล์ ความโกรธของทอมคนหนึ่งที่ถูกตำรวจทำร้าย ขณะเข้าจับกุมที่บาร์นี้ด้วยข้อกล่าวหาว่าแต่งตัวเป็นผู้ชายเป็นที่มาของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เรียกร้องสิทธิคนรัก
เพศเดียวกันครั้งแรก

อันที่จริงแล้วค่ำคืนนั้นก็เป็นคืนธรรมดาคืนหนึ่งเหมือนคืนอื่นๆที่ตำรวจของมหานครนิวยอร์คออกปฎิบัติการตรวจจับบาร์เกย์ที่ไม่มีใบอนุญาติแถบกรีนวิช (Greenwich) และมันเป็นปฎิบัติการที่เปิดขึ้นเกือบทุกคืน ที่ตำรวจจะหาเรื่องจับกุมลูกค้าที่มาเที่ยวบาร์เกย์เหล่านี้ โดยเฉพาะเกย์แต๋วๆที่แต่งตัวเป็นผู้หญิง(Drag Queen)

และทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เข้าจับกุมและทำร้ายแต๋วเหล่านี้ ลูกค้าคนอื่นๆในบาร์ก็จะไม่พยายามสบตาตำรวจ บางคนจะหาทางเลี่ยงออกจากบาร์ไป คนที่ถูกจับและถูกปรับและมักถูกตำรวจซ้อมก่อนที่จะถูกปล่อยตัวออกมา ส่วนเจ้าของบาร์ก็จะถูกจับด้วย แต่หลังจากนั้นธุรกิจบาร์ก็จะกลับคืนสู่สภาพปกติอีกครั้งหนึ่ง

12liptak.xlarge2

ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่าบาร์หลายแห่งแถบกรีนวิชนี้ เป็นบาร์ของกลุ่มมาเฟีย รวมทั้งบาร์สโตนวอลล์นี้ด้วย แต่ที่บาร์ผิด กฎหมายเหล่านี้ (มักผิดกฎในข้อที่ไม่มีใบอนุญาตเปิดบาร์เต้นรำได้ หรือไม่มีใบอนุญาต ให้ขาย เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์) ยังเปิดทำการได้ ก็เพราะต้องจ่ายค่าน้ำร้อนนำชาให้ตำรวจถึงสัปดาห์ละประมาณ 2,000 เหรียญ (ขณะนั้น)

แต่ถึงอย่างนั้น ตำรวจก็ยังคิดว่าน้อยไป จึงหาเรื่องที่จะมาตรวจจับบาร์เหล่านี้อยู่เสมอ ซึ่งพอตำรวจย่างเท้าก้าวเข้ามา ในบาร์ ดนตรีเต้นรำก็จะหยุดเล่น ลูกค้าที่กำลังสนุกกับการเต้นรำก็จะกลับไปนั่งโต๊ะ รอให้ตำรวจมาเรียกตรวจบัตร ประชาชน

ที่ตำรวจหาเรื่องพวกแต๋วอยู่เรื่อยๆ ก็เพราะว่ากฎหมายพิสดารของนครนิวยอร์คขณะนั้นระบุว่า ผู้คนในเมืองนี้จะ แต่งกายใส่เสื้อผ้าเครื่องประดับข้ามไปจากเพศของตนมากๆไม่ได้

คือผู้หญิงแม้จะอยากหล่อเท่แค่ไหนก็ไม่อาจแต่งตัวเข้มเต็มร้อยได้ โดยอาจจะต้องทาลิปสติค ใส่รองเท้าส้นสูง สะพายกระเป๋าหิ้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นเพศหญิง ในขณะที่ผู้ชายก็ไม่อาจแต่งสาวได้อย่างที่ใจปรารถนา

การบุกจับบาร์สโตนวอลล์คืนนั้นมีผู้ตกเป็นเหยื่อของตำรวจนิวยอร์คคือผู้หญิงบุคคลิกทอมในชุดหนังสีดำสุดเท่ แทนที่จะเป็นเกย์แต๋วเหมือนทุกครั้ง

ตำรวจตรงเข้าไปหาเธอ สั่งว่าต้องไปโรงพักพร้อมฉุดกระชากลากแขนเธอให้ลุกจากโต๊ะที่นั่งอยู่ เธอผู้นั้นสะบัด แขนออกและพูดว่าอย่ามาทำทุเรศหยาบคายกับเธอ

เท่านั้นเองอาวุธของตำรวจกลุ่มนั้นอันได้แก่กระบองก็มีอันฟาดผลัวะเข้าที่ศีรษะเธอหนุ่มเกย์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ตะโกนห้ามใส่หน้า ตำรวจ พร้อมๆ กับที่ผู้เห็นเหตุการณ์คนอื่นๆที่สุดจะทนกับความหยาบคายของตำรวจกลุ่มนี้ ได้ขว้างปาข้าวของข้างตัว เช่นที่เขี่ยบุหรี่ กระป๋องเบียร์ ไปยังตำรวจกลุ่มนั้น

มีผู้วิเคราะห์ว่าเหตุการณ์คืนนั้นนอกจากจะเป็นการแสดงความโกรธต่อความเลวร้ายของตำรวจที่ชอบซ้อมและทำร้าย กลุ่มเกย์เป็นประจำแล้ว ยังเป็นความโกรธต่อกฎหมายที่เลือกปฎิบัติของรัฐ เป็นความโกรธต่อกลุ่มมาเฟีย ที่ไม่ยอม ให้เกย์แต๋วเข้าไปในบาร์เกย์บางแห่งของแถบนั้น

และที่สุดคือเป็นการแสดงความโกรธที่บาร์เกย์แทบทุกแห่งในนิวยอร์คถูกสั่งปิดเพื่อเป็นการเตรียมทำความสะอาดเมือง ต้อนรับงานแสดงสินค้าโลกที่กำลังจะจัดขึ้นในปีนั้น

ความโกรธแค้นที่ระเบิดขึ้น สร้างความตระหนกให้ตำรวจกลุ่มนนั้นมาก ที่ปกติเคยเห็นคนกลุ่มนี้ยอมให้จับกุมอย่าง เชื่องๆเรื่อยมาได้เปลี่ยนปฎิกิริยากลายเป็นตรงกันข้าม กลุ่มตำรวจจึงพยายามวิ่งหนี แต่ถูกเหล่าชาวเกย์ กรูเข้ามาล้อมเอาไว้ไม่ให้ตำรวจหลุดออกไปพร้อมทั้งขว้างปาของใส่เข้าไปในบาร์

ขณะที่ตำรวจก็ขู่ฝูงชนว่าจะยิงคนแรกๆที่เปิดประตูเข้ามาในบาร์ เหตุการณ์ตรึงเครียดอยู่3 ชั่วโมง ตำรวจประมาณ 500 นายก็ถูกส่งเข้ามาในที่เกิดเหตุ และเข้ารุมตีฝูงชนด้วยกระบอง แต่กลุ่มเกย์ที่มา เที่ยวในคืนนั้น ก็ยังชุมนุม กันต่อถึงสองยาม เหตุการณ์จราจลคืนนั้นจึงค่อยๆยุติลง แต่เป็นการยุติเพื่อ ที่จะรวมตัวกันใหม่ในวันรุ่งขึ้น และอีกสองคืนต่อมาด้วยจำนวนผู้ชุมนุมที่มากขึ้นเรื่อยๆกว่าสี่พันคน ที่ได้เรียกร้องให้ทางรัฐนิวยอร์คยกเลิก กฎหมายพิสดารว่าด้วยเรื่องการแต่งกายและเรื่องอื่นๆที่เปิดโอกาสให้ถูกตั้งข้อหาว่าทำผิดกฎหมาย

หลังจากเหตุการณ์สโตนวอลล์ไม่กี่วันก็มีการเดินขบวนรวมพลังของกลุ่มเกย์เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์รัฐนิวยอร์ค ที่วอชิงตัน สแควร์ ถัดจากนั้นหนึ่งเดือนก็มีการจัดเดินขบวนใต้แสดงเทียนไปยังบาร์สโตนวอลล์ กลุ่มผู้เดิน ขบวนคือหญิงรักหญิง ชายรักชายที่เปิดตัว รวมทั้งนักการเมืองที่สนับสนุนการเรียกร้องสิทธินี้ และเพียง ปีเดียวหลังจากนั้น ก็มีการรวมตัวกันของกลุ่มหญิงรักหญิง ชายรักชายรุ่นใหม่ๆ

เหตุการณ์ที่อุบัติขึ้น ณ บาร์สโตนวอลล์จึงกลายมาเป็นจุดก่อกำเนิดกระบวนการเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิของหญิงรักหญิง ชายรักชาย ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นกระแสใหม่ของกลุ่มที่ไม่เคยรวมตัวกันมาก่อน เพื่อเรียกร้องสิทธิที่พึงมีพึง ได้ของตนในฐานะสมาชิกของสังคมคนหนึ่ง

ซึ่งนับเป็นกระแสที่สามของการลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่มคนที่เสียเปรียบในสังคมอเมริกัน ในทศวรรษที่1960 ถัดจากการรวมตัวของชนกลุ่มผิวดำ และกลุ่มสิทธิสตรี

และเมื่อเดือนมิถุนายนปี 1999 ที่ผ่านมานี้ กองโบราณสถานของสหรัฐฯ ได้จดทะเบียนให้บาร์สโตนวอลล์รวมทั้งพื้นที่บริเวณใกล้เคียงให้เป็นโบราณสถานของชาติแล้ว

ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์สุดท้ายในเดือนมิถุนายน ณ ถนนสายที่ห้า ของมหานครนิวยอร์ค จึงคราคร่ำไปด้วย ชายหญิงรักต่างเพศ ที่เข้าใจเคารพในวิถีชีวิตที่แตกต่างของคนกลุ่มนี้ และหญิงรักหญิง ชายรักชาย ที่มีความภาคภูมิใจและมองเห็นคุณค่าของตนเองอันเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคนในการพัฒนาความสามารถและความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและสังคมส่วนรวม.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>