นักรบข้างถนนของเม็กซิโก : เพศ การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงสังคม

ภัควดี  วีระภาสพงษ์ แปล

11
การจับ มือเป็นพันธมิตรระหว่างซาปาติสตา  ผู้ทำงานบริการทางเพศ  และกลุ่มกะเทย  แสดงให้เห็นอำนาจของการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยกุญแจทางวัฒนธรรม  โดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน   เม็กซิโกเป็นประเทศหนึ่งที่มีลัทธิปิตาธิปไตย (patriarchy) และบ้าความเป็นชาย (machismo) รุนแรงและฝังลึกที่สุดแห่งหนึ่ง   รองผู้บัญชาการมาร์กอสแห่งซาปาติสตาเป็นผู้เปิดประตูให้แก่การวิวาทะเกี่ยว กับการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนที่เป็นที่ถกเถียงมากที่สุดกลุ่มหนึ่งหาก มองตามตรรกะของทฤษฎีการปฏิวัติฉบับคลาสสิก  มีประโยชน์อะไรที่จะเดินทางตั้งหลายพันกิโลเมตรเพื่อไปพบปะกับโสเภณีและ กะเทยจำนวนหยิบมือหนึ่ง?   พันธมิตรแบบนี้จะช่วยสนับสนุน “การสั่งสมอำนาจ”  ซึ่งเป็นภารกิจหลักของนักการเมืองอาชีพได้อย่างไร?   หากวิเคราะห์ตามหลักของต้นทุน-กำไรแล้ว  เห็นได้ชัดว่า  การลงทุนลงแรงเช่นนี้ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง   แต่รองผู้บัญชาการมาร์กอสกลับทุ่มเทให้การพบปะกลุ่มคนเหล่านี้มาตั้งแต่ เดือนมกราคมปีที่แล้วภายใต้ “การรณรงค์ทางเลือกอื่น” (La Otra Campaña)  ด้วยเข้าใจดีว่า  มันหมายถึงการแสวงหาหนทางดำเนินการทางการเมืองแนวใหม่   การรณรงค์ครั้งนี้รอนแรมไปตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ห่างไกลจากฝูงชนบ้าคลั่ง  และสังสรรค์กับกลุ่มคนที่เข้าใจเช่นเดียวกับชนพื้นเมืองว่า  การเปลี่ยนแปลงสังคมคือการยืนยันความแตกต่าง
ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา  Brigada Callejera de Apoyo a la Mujer (กลุ่มนักรบข้างถนนของผู้หญิง)  คือการรวมตัวของกลุ่มชนชาวเม็กซิกันที่ช่วยถักทอให้เกิดตาข่ายการทำงาน สังคมในหมู่โสเภณีและกะเทย  จนเกิดเป็นองค์กรที่เรียกกันว่า  เครือข่ายงานบริการทางเพศแห่งเม็กซิโก นี่หมายถึงการก้าวพ้นบทบาทของการเป็น “เหยื่อ” และกลายเป็นกลุ่มคนที่ต้องการการยอมรับในฐานะคนทำงานจากสมาชิกคนอื่น ๆ ในสังคม   โดยไม่ถูกมองว่าเป็นบุคคลที่ “ตกต่ำ” ลงสู่อาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเพราะความเขลา  ความจนหรือการยอมจำนน หากเราลองพิจารณาดูคร่าวๆ ถึงสิ่งที่พวกเขาต่อสู้มาจนถึงทุกวันนี้  เราจะได้เห็นการทำงานเพื่อปลดปล่อยมนุษย์อย่างลึกซึ้ง 

การศึกษา คลินิกและถุงยางอนามัย

ลักษณะ พิเศษที่ไม่เหมือนใครของเครือข่ายนี้ก็คือ  สมาชิกของเครือข่ายไม่ต้องการพึ่งพิงรัฐ  มิหนำซ้ำยังวิพากษ์วิจารณ์รัฐตลอดเวลา   กลุ่มนักรบข้างถนนเริ่มทำงานมาตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว  ฐานของกลุ่มมาจากนักศึกษาคณะสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัย National Autonomous University of Mexico (UNAM)  กลุ่มผู้ริเริ่มเล็ก ๆ ประกอบด้วย  เอลวิรา มาดริด,  ไฆเม มอนเตโฆ และโรซา อิเซลา พวกเขาเริ่มถักทอเครือข่ายซึ่งในปัจจุบันครอบคลุมถึง 28 รัฐจาก 32 รัฐของเม็กซิโก  โดยเลือกทำงานในรูปแบบโครงสร้างแนวระนาบ   เหตุผลไม่ใช่เพราะอุดมการณ์ทางการเมือง  แต่เป็นเพราะ  “รัฐบาลมักดึงคนในองค์กรต่าง ๆ มาเป็นพวก  นี่เป็นพฤติกรรมที่ทำกันจนเป็นนิสัยในวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศนี้   ดังนั้น  เราจึงเห็นว่า  วิธีที่ดีที่สุดคือทำงานด้วยโครงสร้างเชิงระนาบ  ในรูปแบบของสมัชชา  และพยายามไม่มีตัวแทน”  เอลวิราชี้ให้เห็นเหตุผล

เครือ ข่ายหนุนให้หญิงบริการก่อตั้งสหกรณ์เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพิงและเป็นนาย จ้างของตัวเอง   พวกเขาเช่าโรงแรมและแบ่งกำไรในหมู่สมาชิก   กลุ่มแรกที่ตั้งสหกรณ์สำเร็จคือกลุ่มกะเทย  ซึ่งก่อตั้งสหกรณ์นางฟ้าผู้แสวงหาเสรีภาพ (Angeles en Busca de Libertad)

“โรงแรม ของสหกรณ์เปิดดำเนินการในหลายรัฐ  แต่บางแห่งก็ล้มเหลวเพราะสมาชิกไปเลียนแบบพฤติกรรมอย่างเดียวกับที่พวกเขา ต่อต้าน”  โรซาวิจารณ์

แต่โครงการที่ถือเป็นดาวเด่นของ เครือข่ายและได้รับการยกย่องมากก็คือ  คลินิก  ในเม็กซิโกซิตีที่เดียวก็มีคลินิกถึงสองแห่ง  คลินิกเหล่านี้มีการบริหารจัดการกันเองและให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย   จุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดคลินิกคือปฏิกิริยาต่อความฉ้อฉลและการเลือกปฏิบัติ ของหน่วยงานรัฐ  ซึ่งจะให้บริการต่อเมื่อได้สินบน   ยิ่งกว่านั้น  เอลวิราชี้ให้เห็นว่า  “การถูกตรวจร่างกายเป็นเรื่องที่พวกเขากลัว  เพราะมันอาจหมายถึงการสูญเสียรายได้  ยิ่งเวลาที่สาวคนไหนมีเชื้อเอดส์  รัฐจะติดรูปเธอไว้ตามโรงแรมต่าง ๆ เพื่อห้ามโรงแรมไม่ให้เธอเช่าห้อง”  ในทางตรงกันข้าม   การตรวจร่างกายในคลินิกของเครือข่ายเป็นเรื่องของความสมัครใจและความลับ  โดยเน้นให้การศึกษามากกว่า  “แรงงานทางเพศส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือและมีจำนวนมากที่เป็นชนพื้นเมือง   ด้วยเหตุนี้  เราจึงทุ่มเทไปที่การศึกษา  ถึงขนาดที่ผู้เข้าร่วมเครือข่ายส่วนใหญ่กลายเป็นนักรณรงค์ด้านสุขภาพอนามัย และให้การศึกษาแก่เพื่อนร่วมอาชีพได้   ซึ่งเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากกว่า”

คลินิกแห่งหนึ่ง ในเม็กซิโกซิตีตั้งอยู่ใจกลางเมืองตรง “ย่านโคมแดง”เลยทีเดียว   มีบริการตรวจช่องคลอด  ตรวจมะเร็งปากมดลูก  รวมทั้งศัลยกรรมไฟฟ้า  เพราะดังที่โรซาบอกว่า  “ในเม็กซิโก  เชื้อไวรัสปาปิโลมา (HPV) ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมากกว่าเชื้อ HIV เสียอีก”  ในขณะที่โรงพยาบาลรัฐต้องเข้าคิวรอถึงสองเดือนกว่าจะได้พบแพทย์และเข้าคิว รออีกหนึ่งปีกว่าจะได้ผ่าตัด  แต่ที่คลินิกของเครือข่าย  ทุกอย่างเรียบร้อยในเวลาแค่หนึ่งสัปดาห์

กลุ่มโสเภณีและ กะเทยมีความกระตือรือร้นกับคลินิก “ของพวกเขา”  คนกลุ่มนี้มักพาคู่ของตนมาด้วย  และบางครั้งก็ถึงขนาดพาลูกค้ามา   “หลักใหญ่ใจความในการทำงานของเราคือการให้เกียรติ   เราไม่ซักไซ้ว่าทำไมถึงติดโรค   แต่เน้นให้การศึกษาเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก  พวกเขาจึงไม่ใช่แค่คนไข้  แต่กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมที่มีบทบาทในการดูแลรักษาสุขภาพ”  เอลวิรากล่าว  โครงการนี้มีความรอบด้านมากขึ้นด้วยการจัดโครงการอาหารสำหรับผู้มีรายได้ จำกัดหรือคนที่ไม่สามารถทำงานด้วยเหตุผลบางอย่าง  โครงการโรงเรียนสำหรับเด็กๆ  และอีกโครงการที่ช่วยให้สตรีที่มีลูกสามารถเรียนหนังสือจบหลักสูตร

โครงการ ต่างๆ ของเครือข่ายได้เงินสนับสนุนจาก “การตลาดถุงยางอนามัยเพื่อสังคม”  มีการขายถุงยางอนามัยในราคาต่างๆ ตามแต่กำลังทรัพย์และความใส่ใจของผู้ซื้อ นี่เป็นรายได้ถึง 85% ของรายได้ทั้งหมดของเครือข่าย  ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนได้รับเงินเดือนและคนกลุ่มเดียวที่ได้รับค่าจ้างใน การทำงานคือหมอ  “เราไม่เห็นด้วยกับงานบริการทางเพศ  แต่มันคือสิ่งที่มีอยู่และจะมีต่อไป  เพราะฉะนั้น  เราก็ต้องทำอะไรบางอย่าง  เราเคยเป็นกลุ่มที่เรียกร้องให้ยกเลิกอาชีพนี้ให้หมด   แต่ต่อมาเราก็เห็นว่า  มันไม่ใช่เรื่องการช่วยใครให้พ้นขุมนรก  แต่เป็นเรื่องของการทำงานร่วมกันมากกว่า”  ไฆเมชี้แจง  สำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพ  ก็มีโครงการช่วยเหลือ  ที่เด่นที่สุดก็คือการฝึกอบรมงานหัตถกรรม  การผลิตและขายเสื้อผ้า  และเปิดร้านขายถุงยางอนามัย  ถึงแม้บางโครงการอาจไปไม่รอด   แต่ด้วยการร่วมมือกันดุจครอบครัว  มีถึงสองในสามของโครงการทั้งหมดที่เอาตัวรอดได้

การอยู่รอดในป่าดงดิบ

ใน ค.ศ. 2004  สมาชิกของกลุ่มนักรบข้างถนนได้รู้จักกับกลุ่มสุขภาพเพื่อทุกคน (Colectivo de Salud para Todos y Todas)  ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยที่จัดทำโครงการสุขภาพในเขตปกครองตนเองซา ปาติสตาในรัฐเชียปาส  เป็นเวลาสองปีที่พวกเขาทำงานกับกลุ่มส่งเสริมด้านสุขภาพในชุมชน  ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองที่เพื่อนบ้านเลือกมาให้อบรมเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน สุขอนามัย   “ความท้าทายประการแรก ๆ คือการทะลวงกรอบความกลัวของกำแพงทางวัฒนธรรมในประเด็นของการคุมกำเนิด  เพศและสิทธิในการเจริญพันธุ์  รวมทั้งเชื้อโรคที่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์”  นี่คือคำบอกเล่าของสมาชิกในกลุ่ม

ระหว่างการให้คำปรึกษา และการอบรม  พวกเขาเลือกหัวข้อที่ต่อมาขยายกลายเป็นคู่มือเล่มหนาชื่อเข้มข้น  นั่นคือ  “การรณรงค์ทางเลือกอื่นว่าด้วยสุขภาพทางเพศและการเจริญพันธุ์เพื่อการต่อ ต้านขัดขืนของชาวพื้นเมืองและชาวไร่ชาวนาในเม็กซิโก”  คู่มือหนากว่า 270 หน้าเล่มนี้  เต็มไปด้วยรูปประกอบคำบรรยายอย่างละเอียดสำหรับใช้ทำงานกับหญิงชาวพื้น เมือง ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับกายวิภาคและสรีรศาสตร์ของอวัยวะสืบพันธุ์ การใช้อุปกรณ์คุมกำเนิด การตั้งครรภ์  โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  และโรคอื่นๆ  นอกจากนี้ยังพูดถึงการทำแท้ง  ถึงแม้จะถูกผู้นำทางศาสนาประณามก็ตาม  “เมื่อขบวนการซาปาติสตาประกาศว่า  การทำแท้งไม่ใช่อาชญากรรม บาทหลวงซามูเอล รูอิซ  ซึ่งใกล้ชิดกับชาวพื้นเมืองมาก  ออกเดินทางไปตามชุมชนต่างๆ และประณามว่า  การทำแท้งเป็นบาป”  ไฆเมระลึกถึงเหตุการณ์นี้

นอกจากนี้  ยังมีอีกหลายบทที่พูดถึงการรักษาสุขภาพทางเลือกแบบต่างๆ   มีบทหนึ่งกล่าวถึง  “ความเป็นอิสระทางร่างกายของผู้หญิง”  ซึ่งให้ความรู้ว่าจะหลีกเลี่ยงโรคต่างๆ อย่างไร  การเลือกจำนวนบุตรที่ต้องการมี  และการมีสุขทางกามารมณ์  (ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามในหมู่ชาวพื้นเมือง)   ในคู่มือเล่มนี้พูดถึงความเป็นอิสระทางร่างกายในแง่ของการสำรวจประสาทสัมผัส ต่างๆ  ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับร่างกาย  และปฏิกิริยาของร่างกายในสถานการณ์ต่างๆ   ความรู้ในด้านการนวดช่วยเชื่อมโยงประเด็นนี้กับการดูแลสุขภาพในแบบองค์รวม

การ ทำคู่มือนี้ขึ้นมาหมายถึงการเอาชนะอุปสรรคหลาย ๆ ประการ  ในแง่ของการวางแผนครอบครัว  ชุมชนชาวพื้นเมืองต้องเจอะเจอประสบการณ์ที่แตกต่างกันสามแบบคือ  การกดขี่และวางแผนแบบอำนาจนิยมของรัฐบาล   การสั่งห้ามการคุมกำเนิดของฝ่ายศาสนา  และ “ความปรารถนาของกองทัพจรยุทธ์ที่จะออกลูกออกหลานกบฏมาครองโลก” จากสามแง่มุมที่แตกต่างกันนี้  มีนโยบายออกมาสามแบบ  แต่ทั้งหมดล้วนมองข้ามความต้องการของผู้หญิง  คู่มือฉบับนี้เป็นประโยชน์สำหรับผู้ให้การศึกษาหลายร้อยคนที่ทำงานในคลินิก ที่ซาปาติสตาสร้างเองหลายสิบแห่ง  คลินิกนี้ดำเนินงานมากว่าสิบปีในชุมชนที่สนับสนุนซาปาติสตาหลายพันแห่ง

เอ ลวิราและโรซาเล่าว่า เมื่อเริ่มต้นทำงาน   สิ่งที่แตกต่างจากที่นักสังคมวิทยาคิดไว้ก็คือ ผู้หญิงในชุมชนป่าลากันดอนกระตือรือร้นกับการคุมกำเนิดมาก  จากนั้นพวกเธอค่อยๆ เปิดรับเรื่องอื่นๆ มากขึ้น  “เราส่งเสริมด้านสุขภาพทางเพศและการตั้งครรภ์ โดยถือเป็นอิสรภาพภาคปฏิบัติ ไม่ใช่การยัดเยียดหรือข้อห้าม  ด้วยเหตุผลนี้  เราจึงยึดมั่นในหลักการให้เกียรติต่อคนที่เป็นเกย์ เลสเบียน ไบเซ็กช่วลและแปลงเพศ  มันไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่เราเริ่มเห็นคู่รักชาย-ชายเดินจูงมือกันอย่างเปิดเผยในชุมชนบ้างแล้ว  หรือเห็นผู้หญิงตัดสินใจหย่า  ในสมัยก่อนที่จะมีเขตปกครองตนเองของซาปาติสตา  พ่อแม่เป็นคนจับคู่ให้ลูกแต่งงาน   นี่คือความเปลี่ยนแปลงทางสังคม  และเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่”

กลุ่มคนแปลงเพศเปลี่ยนแปลงโลกได้หรือไม่?

เมื่อ ครึ่งศตวรรษก่อน  หนึ่งในผู้ก่อตั้งลัทธิ “สังคมนิยมวิทยาศาสตร์” เขียนไว้ว่า  ชนชั้นกรรมาชีพสามารถเปลี่ยนแปลงโลก  เพราะพวกเขาไม่มีอะไรจะสูญเสียอีกแล้ว “นอกจากโซ่ตรวนที่จองจำตนเอง”   ทุกวันนี้  ทายาทของชนชั้นกรรมาชีพกำลังก่อกบฏ  เมื่อพวกเขาต้องสูญเสียสิทธิของตนเองไปเรื่อยๆ   ไม่ว่าจะเป็นงานประจำหรือเงินบำนาญ  พวกเขาจึงไม่ยอมจ่ายภาษีและหยุดงานประท้วงไม่ยอมเสียภาษี

รอง ผู้บัญชาการมาร์กอสกล่าวเป็นนัยๆ ไว้ในปัจฉิมกถาท้ายคู่มือเล่มนี้   เขาชิ้ให้เห็นว่า การร้อยรัดสุขภาพและเพศเข้าด้วยกันเป็นแกนกลางที่แข็งแกร่งที่สุดในการควบ คุมสังคม  “ระบบทุนนิยมเปลี่ยนสุขภาพให้เป็นสินค้าในตลาด  ผู้บริหารโรงพยาบาล  หมอ  พยาบาล  และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขถูกเปลี่ยนไปเป็นหัวหน้างานในธุรกิจนี้   เปลี่ยนคนไข้ให้กลายเป็นลูกค้าด้วย  โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การทำเงินให้มากที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องให้สุขภาพที่ดี ตอบแทนแก่ลูกค้า”   บนถนนไปสู่การพึ่งพิงตัวเองนี้  ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ชาวซาปาติสตาเดินมาบรรจบกับแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพ ของโสเภณีและขบวนการจัดตั้งกลุ่มคนข้ามเพศ  เพราะคนสองกลุ่มนี้ถูกบีบให้ดูแลสุขภาพด้วยตัวเองเช่นกัน   เมื่อมองในแง่นี้  คนบางกลุ่มถูกจัดประเภทให้เป็นพวก “ไร้ค่า”  ไม่มีแม้แต่โซ่ตรวน  วัตถุเงินทองหรือภาพลักษณ์ให้สูญเสียด้วยซ้ำ

Raúl Zibechi เป็นนักวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศของ Brecha วารสารรายสัปดาห์ที่ออกในกรุงมอนเตวิเดโอ  ประเทศอุรุกวัย   นอกจากนี้  เขายังเป็นอาจารย์และนักวิจัยเกี่ยวกับขบวนการสังคมในสถาบัน Multiversidad Franciscana ของละตินอเมริกา  รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาให้ขบวนการสังคมอีกหลายขบวนการ   เขาเขียนบทความเป็นประจำทุกเดือนให้  Americas Program (www.americaspolicy.org)

ภาคผนวก

ถุงยางกู้สังคม

การขายถุงยางอนามัยคือแหล่งรายได้หลักสำหรับโครงการต่าง ๆ ของเครือข่ายงานบริการทางเพศแห่งเม็กซิโก

“ตอน ที่เราเริ่มโครงการป้องกันโรคเอดส์”  เอลวิราระลึกความหลัง  “เราตระหนักว่า  ราคาคือหนึ่งในปัญหาใหญ่  สำหรับหญิงบริการสูงอายุ การจ่ายเงิน 25 เปโซซื้อถุงยางอนามัยหมายถึงการลงทุนด้วยเงินเกือบทั้งหมดที่ได้จากลูกค้า”  ตอนแรก  เครือข่ายพยายามขอทุนจากรัฐผ่านทางองค์กร  CENSIDA  ซึ่งเป็นองค์กรที่ทุ่มเทเพื่อการต่อสู้กับโรคเอดส์  องค์กรบริจาคถุงยางอนามัยให้เครือข่ายเดือนละ 60,000 ชิ้น  “แต่พอเราเริ่มรายงานการฉ้อราษฎร์บังหลวงในองค์กรนั้น  พวกเขาเลยลดจำนวนบริจาคเหลือแค่ 3,600 ชิ้น”

พวกเขาจึง เริ่มออกไปเจรจากับตัวแทนจำหน่ายและโรงงานผลิตถุงยางอนามัย  และพบกับเรื่องที่ตรงกันข้ามกับกฎการตลาด  นั่นคือ  ยิ่งซื้อมาก ราคายิ่งสูงขึ้น   พวกเขาติดต่อกับผู้ผลิตรายหนึ่ง  ซึ่งยอมขายถุงยางให้ในราคาเดียวกับที่ขายให้ร้านขายยาและผู้จำหน่ายรายอื่น ๆ  “เราตกใจเกือบตาย   เขาขายคอนดอมให้เราในราคาชิ้นละ 75 เซนต์   แต่ในร้านขายยาขายชิ้นละ 12 เปโซ  แพงกว่าต้นทุนถึง 15 เท่า”  เอลวิราเล่า

เครือ ข่ายเริ่มจำหน่ายถุงยางในราคาชิ้นละ 1 เปโซ   ด้วยกำไรจากการขาย  พวกเขาสามารถหาเงินสนับสนุนโครงการได้เกือบทั้งหมด  โดยเฉพาะคลินิกที่ใช้ทุนมากที่สุด  “ก่อนวางขาย  เราคุยกับสหายหญิงบริการทั้งหลาย  จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจะได้รู้ว่าพวกเธอต้องการอะไร  ถุงยางอนามัยบางยี่ห้อมีกลิ่นเหม็นหรือระคายเคืองเพราะมีสารพิษตกค้าง   สหายหญิงเหล่านี้เป็นคนแนะนำให้ตั้งชื่อว่า “El Encanto” (มนตร์เสน่ห์)  หลังจากประชุมถกเถียงกันถึง 3 เดือน  โดยมีผู้ให้บริการทางเพศหลายร้อยคนเป็นผู้เลือกถุงยางที่ดีที่สุดจาก 20 ยี่ห้อ”   ยี่ห้อที่เลือกมานี้เป็นที่ถูกใจทั้งลูกค้าและผู้ให้บริการ   ในปัจจุบัน  พวกเขาขายถุงยางได้ถึง 3 ล้านชิ้นต่อปี

แต่ กลุ่มกะเทยตัดสินใจไม่ใช้ถุงยางยี่ห้อนั้น  เพราะมันไม่เหมาะกับการใช้ของพวกเขา  “พวกเขาบอกว่า  มันบางไป  พวกเขาพูดถูก  เพราะถุงยางชนิดนี้ออกแบบมาสำหรับการใช้กับอวัยวะเพศหญิง   มันจะฉีกขาดถ้าพวกเขานำไปใช้”   กลุ่มกะเทยหายี่ห้อที่หนาและลื่นกว่า  และเริ่มประชุมถกเถียงกันด้วยกระบวนการเดียวกับหญิงบริการ   ในที่สุด  พวกเขาเลือกพิมพ์รูปสายรุ้งและรูปสามเหลี่ยมสีชมพูไว้บนกล่องถุงยาง   รูปสายรุ้งบ่งบอกความหลากหลายทางเพศ  “ส่วนชื่อยี่ห้อ Triángulo (สามเหลี่ยม) เป็นสัญลักษณ์ที่นาซีใช้ตีตราพวกโฮโมเซ็กช่วล   ดังนั้น  กลุ่มกะเทยจึงเอามาใช้เป็นเครื่องเตือนความทรงจำ”  เอลวิรากล่าว

แต่ ห่วงยางอนามัยของผู้หญิงกลับไม่ประสบความสำเร็จ   ไม่กี่ปีก่อน  พวกเขาเริ่มนำเข้าห่วงยางอนามัยจากประเทศอังกฤษ   จนกระทั่งบริษัทข้ามชาติบริษัทหนึ่งระแคะระคายว่า  ตลาดเม็กซิกันกำลังเติบโต จึงไม่ยอมให้เครือข่ายได้เป็นผู้จัดจำหน่ายอีก  ด้วยเหตุนี้ ตลาดอุปกรณ์คุมกำเนิดจึงมีการผูกขาดมาก   “ทั้งโลกมีโรงงานผลิตถุงยางอนามัยถึง 67 แห่ง  แต่มีโรงงานเดียวที่ผลิตห่วงยางอนามัยสำหรับผู้หญิง   เราคงต้องรอให้มีการแข่งขันมากกว่านี้”  เอลวิราพูดประชด

รอง ผู้บัญชาการมาร์กอสเป็นผู้สนับสนุน El Encanto ที่มีชื่อเสียงที่สุด   เม็กซิโกมีประวัติการจัด “เทศกาลถุงยาง” มายาวนาน   ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2005  มีการจัดเทศกาลถุงยางอนามัยแห่งชาติครั้งที่ 50 ในจัตุรัสกลางกรุงเม็กซิโกซิตี  และในหลาย ๆ รัฐ  มีการจัดเทศกาลถุงยางอนามัยประจำปีเพื่อหารายได้ให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับ งานบริการทางเพศ   ไม่นานมานี้มีร้านขายถุงยางอนามัยออนไลน์เปิดตัวเป็นแห่งแรกที่  www.elencantodelcondon.com.

วันงานบริการทางเพศแห่งชาติ:  การต่อสู้กับความรุนแรงทางเพศ

อาชญากรรม และการใช้ความรุนแรงต่อผู้ให้บริการทางเพศเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรายวัน   ในวันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 2006  ทหารกลุ่มหนึ่งข่มขืนนักเต้นระบำ 14 คน ในเมืองคาสตันโญส  รัฐโคอาอุยลา  ผู้กระทำความผิดกลับลอยนวล   ผ่านมาอีกเพียง 15 วัน  ในเขตลาเมอร์เซดของเมืองเม็กซิโกซิตี  มีผู้ทำงานบริการทางเพศ 4 คน ถูกฆาตกรรม   ในการจัดงานรำลึกครบรอบหนึ่งปีของคดีข่มขืนที่เมืองคาสตันโญส  เครือข่ายงานบริการทางเพศแห่งเม็กซิโกริเริ่มจัดงานฉลอง “วันงานบริการทางเพศแห่งชาติ”  เพื่อดึงให้สาธารณชนหันมาสนใจปัญหาความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติที่โสเภณี และกะเทยได้รับ   เครือข่ายประกาศคัดค้านการจัด  “เขตยินยอมให้ค้าบริการทางเพศ” ของรัฐในหลาย ๆ เมือง  โดยให้เหตุผลว่า  นี่เป็น  “ระบบควบคุมที่ทำให้การขูดรีดทางเพศ  ทางเศรษฐกิจและทางจิตวิทยาต่อเยาวชนและผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการค้าทาง เพศ  กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย”   อย่างไรก็ตาม  เครือข่ายยืนยันว่า  หลังจากจับตาดูมา 7 ปี  ผู้ให้บริการทางเพศมักถูกทำร้ายด้วยการ “อุ้มหาย”  ลักพาตัว และการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก

 

ภัควดี  วีระภาสพงษ์ 

แปลจาก Raúl Zibechi, “Mexico’s Street Brigade: Sex, Revolution, and Social Change,” Americas Policy Program Special Report (Washington, DC: Center for International Policy, December 14, 2007).

Web location:http://americas.irc-online.org/am/4822

 

แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Nalina Eggert
จาก : Brigada Callejera: Sexo, revolución y cambio social

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>