เหตุผลที่สังคมต้องหลากหลาย

เขียนโดยนิ้วกลม

Rainbow_Ocean__by_Thelma1

เขียนโดยนิ้วกลม
“แม้ด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาเลย ความรักร่วมเพศก็ยังเป็นการใช้อวัยวะเพศอย่างผิดที่ผิดทาง เป็นวิธีเลี่ยงความจริงของชีวิตที่ไม่ได้เรื่องและต่ำช้าน่าสมเพช ดังนั้นความรักร่วมเพศจึงไม่ใช่เรื่องน่าเห็นใจ มันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรได้รับการปกป้องดูแล มันก็แค่คนกลุ่มน้อยที่ได้รับความลำบากแสนสาหัส จะเป็นได้ก็เพียงแต่โรคร้ายที่ทำลายชีวิตคนเท่านั้น”
–ข้อความจากนิตยสารไทม์ ค.ศ. 1966
47 ปีหลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 2013 ประธานาธิบดีโอบาม่าประกาศสนับสนุนการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน

ในสังคมเดียวกัน อะไรทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและทัศนคติต่อเรื่องเดิมไปได้ถึงเพียงนี้ อะไรทำให้สิ่งที่เคยไม่ได้รับการยอมรับ กระทั่งถูกดูถูกเหยียดหยาม กลับกลายเป็นมีที่ทางและได้รับการยอมรับในสังคม

แอนดรูว์ โซโลมอน นักเขียนชาวอเมริกันซึ่งเป็นเกย์ตั้งคำถามชวนคิดตามระหว่างที่เขากำลังเล่าเรื่องบนเวที Ted Talk

เช่นกันกับพ่อแม่ทั่วไป แม่ของเขาพยายามเปลี่ยน “ความเป็นเกย์” ของเขาให้กลับมา “ปกติ” ตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก พยายามเปลี่ยนความชอบจากสีชมพูให้กลายมาเป็นสีฟ้าแบบเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ ปรากฏว่าแม่ทำให้เขาชอบสีฟ้าสำเร็จ แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนเขาจากความเป็นเกย์ได้อยู่ดี

แอนดรูว์บอกว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่ที่มีลูก “ผิดปกติ” มักใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเปลี่ยนลูกให้กลับมาเป็น “ปกติ”

ว่าแต่…ความ “ปกติ” คืออะไร และ “ปกติ” ของใครเล่า?

เมื่อยี่สิบปีก่อน เขาถูกมอบหมายจากบรรณาธิการให้เขียนบทความเรื่องวัฒนธรรมคนหูหนวก ทัศนคติของเขาต่อคนหูหนวกก็เช่นกันกับคนทั่วไป มองว่าน่าสงสาร ไม่สามารถฟังอะไรได้ คิดในใจว่าจะช่วยเหลือพวกเขาอย่างไรดี แต่เมื่อเขาได้เข้าไปสู่โลกของคนหูหนวก ไปเที่ยวคลับคนหูหนวก ไปชมการแสดงละครสำหรับคนหูหนวก กระทั่งการประกวดนางงามหูหนวกอเมริกา เขาจึงค่อยๆ พบว่าคนหูหนวกมีวัฒนธรรมของพวกเขาเอง ซึ่งมีคุณค่าไม่ต่างจากวัฒนธรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะวัฒนธรรมละติน ยิว อเมริกัน

เช่นกันกับวัฒนธรรมของคนรักร่วมเพศหรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศ
ในโลกของคนหูหนวก พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นคน “ปกติ”


เพื่อนของแอนดรูว์คนหนึ่งมีลูกสาวเป็นคนแคระ เธอพยายามตอบคำถามตัวเองว่าควรจะเลี้ยงดูลูกคนนี้ขึ้นมาอย่างไร จะบอกลูกว่าหนูก็เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ เพียงแต่เตี้ยกว่านิดหน่อย หรือเธอควรจะยืดอกรับความเป็นคนแคระของลูกสาวแล้วพาเธอเข้าสู่สังคมคนตัวเล็ก
แอนดรูว์คิดว่า นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพ่อแม่ “ปกติ” กับลูกที่ “ผิดปกติ”

เด็กหูหนวกมักเกิดจากพ่อแม่ที่ได้ยินเสียง พ่อแม่ที่หูดีก็มักจะพยายามรักษาลูก แต่แล้วลูกซึ่งหูหนวกเหล่านั้นก็จะได้ค้นพบสังคมคนหูหนวกตอนที่เขาโตขึ้น เช่นกันกับชาวรักร่วมเพศที่เกิดจากพ่อแม่ที่รักเพศตรงข้าม พ่อแม่ก็มักพยายามเปลี่ยนลูกให้เป็นเหมือนตน ก่อนที่ชาวรักร่วมเพศจะไปเจอสังคมของพวกเขาตอนโต ลูกที่เป็นคนแคระก็เช่นเดียวกัน เมื่อเจอคนแบบเดียวกันจึงเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ผิดปกติและเริ่มยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นมากขึ้น

อัตลักษณ์ของคนคนหนึ่งจึงมีสองแนวทางด้วยกัน

ทางที่หนึ่งคือแนวตั้ง เป็นอัตลักษณ์ที่ได้มาจากพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีลักษณะเหมือนๆ กันระหว่างพ่อแม่และลูก อัตลักษณ์เช่นนี้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยคิดจะแก้ไขมัน

ทางที่สองคือแนวขวาง เป็นอัตลักษณ์ที่แชร์ร่วมกับกลุ่มเพื่อน ซึ่งอาจจะประหลาดในสายตาของพ่อแม่ แต่มันมีอยู่ในตัวเพื่อนๆ ของเรา เป็นอัตลักษณ์ที่ “คนกลุ่มเรา” มีเหมือนๆ กัน แต่เมื่อเทียบกับ “คนกลุ่มใหญ่” อาจจะไม่เหมือน เราจึงพยายามเปลี่ยนแปลงตัวตนส่วนนี้ของเรา พยายามแก้ไขให้หายไป

ทั้งที่จริง มันไม่ใช่สิ่งที่ “ผิดปกติ”

แล้วอะไรล่ะที่ทำให้คนบางคนโอบรับตัวตนในแนวขวางของเขา เช่น การเป็นเกย์ การเป็นคนหูหนวก การเป็นคนแคระ หรือกระทั่งการเป็นคนที่คิดต่างจากคนส่วนใหญ่

แอนดรูว์บอกว่า การที่ใครสักคนจะทำแบบนั้นได้ เขาต้องการการยอมรับสามระดับด้วยกัน หนึ่งคือยอมรับในตัวเอง สองคือการยอมรับจากครอบครัว และสามคือการยอมรับจากสังคม ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันเสมอไป

ซึ่งการยอมรับในทุกระดับขั้นนั้นต้องใช้เวลา


คลินตัน บราวน์ เป็นคนแคระที่เป็นโรคกระดูกเบี้ยว อยู่ในภาวะที่พิการสาหัส หมอวิเคราะห์ว่าเขาไม่มีทางที่จะเดินหรือพูดได้ ไม่มีสติปัญญาเรียนรู้ กระทั่งจำหน้าพ่อแม่ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ มีคำแนะนำให้ทิ้งเขาไว้ที่โรงพยาบาล เพื่อให้จากไปอย่างสงบตั้งแต่แรกเกิด

แต่แม่ของเขาไม่ได้เชื่อตามคำแนะนำนั้น แม่รับเขากลับบ้าน เลี้ยงดู และตามหาหมอที่เก่งที่สุดมารักษาอาการของเขา คลินตันได้รับการผ่าตัดใหญ่ทั้งหมด 30 ครั้ง ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโรงพยาบาล จนกระทั่งเขาเดินได้ในที่สุด

ระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาลก็มีติวเตอร์มาช่วยสอนหนังสือ เขาตั้งใจเรียนมาก สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จในระดับที่คนในครอบครัวไม่เคยทำได้มาก่อน เขาเป็นคนแรกในครอบครัวที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย

ทุกวันนี้เขาสามารถขับรถที่ทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับเขา แล้วออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงที่บาร์แม้ว่าเขาจะสูงเพียง 90 เซนติเมตร

แอนดรูว์ถามคุณแม่ของคลินตันว่า คุณทำอย่างไรจึงช่วยทำให้เขากลายเป็นคนที่มีเสน่ห์ ประสบความสำเร็จในชีวิต และเป็นคนที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ได้ คำตอบของเธอนั้นเรียบง่าย “ฉันก็แค่รักเขา คลินตันมีประกายไฟอยู่ในตัวเขาอยู่แล้ว และพ่อของเขากับฉันก็โชคดีพอที่จะเป็นคนแรกที่มองเห็นมัน”

อีกกรณีหนึ่งที่แอนดรูว์ได้เข้าไปพูดคุยด้วยคือผู้ปกครองของดีแลน คลีโบลด์ หนึ่งในผู้ก่อการฆาตกรรมหมู่ที่โรงเรียนโคลัมไบน์ เขาถามคุณพ่อคุณแม่ของดีแลนว่า ถ้าดีแลนอยู่ที่นี่ตอนนี้ คุณอยากคุยอะไรกับเขา คุณพ่อตวาดเสียงดังว่า “ผมจะถามว่า มึงรู้ไหมว่ามึงทำอะไรลงไป” แต่คุณแม่กลับพูดด้วยเสียงนุ่มนวลว่า “ฉันจะขอให้เขายกโทษให้ฉันที่เป็นแม่ของเขา แต่ไม่เคยรู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างในหัวของเขา”

คุณแม่ของดีแลนยังบอกอีกว่า เธอเคยนั่งคิดว่าคงจะดีถ้าไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้เจอกับสามีของเธอ เด็กคนนี้จะได้ไม่เกิดขึ้นมา เรื่องเลวร้ายทั้งหมดนั้นจะได้ไม่ต้องเกิดขึ้น “แต่ฉันก็รู้สึกตัวว่าฉันรักลูกมากเหลือเกิน ไม่อยากจินตนาการถึงชีวิตที่ไม่มีเขา ฉันจำได้ถึงความเจ็บปวดที่เขาทำต่อผู้อื่น ซึ่งมันมิอาจให้อภัยได้ แต่ความเจ็บปวดที่เขาทำกับฉัน ฉันยกโทษให้ได้ เพราะฉะนั้น แม้ฉันจะคิดว่าว่าโลกนี้คงจะดีกว่านี้ถ้าดีแลนไม่ได้เกิดมา ฉันก็ตัดสินใจแล้วว่า มันไม่ได้ดีขึ้นสำหรับฉันแน่นอน”

กรณีของดีแลนแตกต่างไปจากคลินตัน สิ่งที่เขาทำนั้น “ผิด” แน่นอน แต่จุดที่น่าสนใจคือปฏิกิริยาของคุณแม่ของดีแลนที่มองว่าความผิดนั้นเกิดขึ้นจากตัวเองที่ไม่ใยดีลูกด้วย และแม้ลูกจะทำในสิ่งที่เลวร้ายถึงเพียงนี้ เธอก็ยังยอมรับลูกในฐานะที่เป็นลูก

แน่นอนว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวย่อมมีเรื่องราวความขัดแย้ง เรื่องที่จะต้องต่อกรกัน เพราะความแตกต่างระหว่างพ่อแม่กับลูก พ่อแม่อาจตัดสินสิ่งที่ลูกเป็นจากบรรทัดฐานของคนส่วนใหญ่ในสังคม แต่แท้ที่จริงแล้วในสังคมยังมีความหลากหลายมากกว่าคำว่า “ส่วนใหญ่”

“ส่วนใหญ่” จึงไม่ใช่คำตอบหนึ่งเดียวที่ “ถูกต้อง”

ยังมีวัฒนธรรมย่อย ยังมีสังคมแบบอื่น ยังมีโลกที่เหมาะสมกับตัวตนอีกแบบที่ลูกเป็น
สิ่งที่น่าสนใจของกรณีของคลินตันและดีแลนก็คือ ระหว่างทางของการต่อสู้ต่อรองในความแตกต่างระหว่างกัน ใน “สิ่งผิดปกติ” เหล่านั้น ความผูกพันกลับค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

“สิ่งผิดปกติ” นั้นเองที่เป็นตัวสร้าง “ความรัก”

เป็นตัวฝึกฝนบทเรียนแห่งความรัก

ซึ่งผมคิดว่า ความรักคือการขยายพื้นที่ให้กับความเป็นไปได้ของความสามารถที่จะยอมรับในหัวใจของเราเอง

แม้ว่ากรณีศึกษาต่างๆ ที่คุณแอนดรูว์ยกตัวอย่างนั้นจะน่าสนใจ แต่เคสที่มีพลังมากที่สุดก็คือตัวเขาเองที่สามารถยืนพูดถึงความเป็นเกย์ของตัวเองได้อย่างมั่นใจ และได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราวจากผู้ฟัง ต่างจากการไม่ได้รับการยอมรับจากแม่ในตอนเป็นเด็กโดยสิ้นเชิง

หากระบบนิเวศน์ต้องการความหลากหลายทางสายพันธุ์เพื่อให้โลกหมุนต่อไป แอนดรูว์บอกว่า เราก็ต้องการความหลากหลายของความรักเช่นกัน เพื่อที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งของสภาวะแวดล้อมแห่งความเอื้ออารี

เราต้องมีความรักให้คนหลายๆ แบบ

หากลองมองสังคมไทยย้อนกลับไปในอดีต จะพบว่ามีทัศนคติและพฤติกรรมมากมายที่น่าอายเมื่อมองด้วยสายตาของเราในปัจจุบัน การด่าว่าคนจีนเป็นเจ๊ก การดูถูกกะเทย การล้อเลียนคนพิการ การเอาคนแคระมาเล่นตลกแล้วกลั่นแกล้ง แต่แล้ววันเวลาก็ค่อยๆ ทำให้ทัศนคติแบบนั้นหายไป สังคมยอมรับและเปิดพื้นที่ให้กับคนที่แตกต่างหลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ
ให้ความเคารพเขาอย่างที่เขาเป็น อย่างที่เขาเลือก รวมถึงให้เสรีภาพในการแสดงออกในความแตกต่างที่เคยถูกมองอย่างหยามเหยียดมากขึ้น ซึ่งชวนให้คิดเหมือนกันว่า ในวันข้างหน้าจะมีเรื่องอะไรบ้างที่เราหันกลับมามองแล้วจะรู้สึกอับอายกับตัวเองที่ในวันนี้มีทัศนคติด้านลบ จึงชวนให้ตระหนักกับการแปะคุณค่าบวกลบในปัจจุบันเช่นกัน เพราะโลกย่อมหมุนไปในทางที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ

เหตุผลที่สังคมต้องเปิดพื้นที่ให้กับความแตกต่างหลากหลายนั้น มิใช่เพียงเพราะว่ามันคือความจริงตามธรรมชาติ เราไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็นแบบเดียวกันได้ มิใช่เพียงเท่านั้น แต่ที่เราจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้กับความแตกต่างหลากหลายก็เพราะเราจำเป็นต้องอาศัยความแตกต่างหลายหลายเหล่านั้นสำหรับการเปิดพื้นที่ในหัวใจของเราให้กว้างขึ้น ฝึกที่จะรักคนที่เราเคยมองว่า “ผิดปกติ” ทั้งที่เขาก็ “ปกติ” ในสังคมและวัฒนธรรมของเขา

ศักยภาพที่จะรักมิสามารถพัฒนาได้จากการฝึกฝนกับคนที่เรารักเท่านั้น หากต้องฝึกฝนกับคนที่เราอาจจะไม่รักในเบื้องต้น

เช่นกันกับพ่อแม่ที่ค่อยๆ รักลูกที่ “ผิดปกติ” ของตัวเองจากการใช้เวลาร่วมกัน
ความรักและการยอมรับนั่นเองที่ทำให้ “คนผิดปกติ” กลายเป็น “คนปกติ”

สังคมที่เต็มไปด้วยความหลากหลายย่อมฝึกฝนความสามารถในการยอมรับและเคารพคนอื่นได้มากกว่าสังคมที่พยายามทำให้ทุกคนเหมือนกันไปหมด

ความหลากหลายจำเป็นอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศน์แห่งความเข้าใจ ระบบนิเวศน์ทางความคิด ระบบนิเวศน์ของการสร้างสรรค์

ป่าแห่งใดไร้ความหลากหลายทางสายพันธุ์ ป่าแห่งนั้นย่อมไม่อุดมสมบูรณ์

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>