สาวเครือฟ้าสวมปราด้า

ถ้าฉันเป็นหนึ่งในกลุ่มเครือข่ายความหลากหลายทางเพศที่จัดเกย์พาเหรดที่เชียงใหม่เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ได้ยินใครพูดประโยคนี้คงอยากตอบว่า “ถุยยยส์” ฉันเข้าใจเอาเองว่าอาการป่วยอันเนื่องมาจากการขาดความมั่นคงทางใจ ไม่แน่ใจว่าตนเองเป็นใคร อยู่ที่ไหน มีตำแหน่งแห่งหนใดในโลกอันยุ่งเหยิงซับซ้อนใบนี้ พ่วงมาด้วยวิตกจริตอับอายคิดว่าตนเองด้อยกว่าคนอื่น อ่อนแอกว่าคนอื่น ถูกรังแก กดขี่จากคนอื่นอยู่ร่ำไป

อาการเหล่านี้เรียกกันสั้นๆ ว่าเป็น identity crisis หรือวิกฤตอัตลักษณ์

อาการ “identity เชียงใหม่ crisis” นี้ คงติดเชื้อมาจาก “identity ไทย crisis” นั่นเอง เพราะวลีที่ว่าด้วย เมืองเชียงใหม่งดงาม เก่าแก่ มีเอกลักษณ์ วัฒนธรรมภาษาเป็นของตนเองนั้น ก็เหมือนกันเปี๊ยบกับเวลาที่คนไทยพูดว่า วัฒนธรรมไทยอันอ่อนช้อยงดงามหาที่ใดเสมอเหมือนมิได้นั่นเอง

อาการนี้เกิดขึ้นกับสยามเมื่อต้องเผชิญโลกสมัยใหม่ที่มาพร้อมกับตะวันตกและการล่าอาณานิคม โลกสมัยใหม่ไม่ได้มีแต่เทคโนโลยี แต่มันคือโลกทัศน์ใหม่ ความรู้ใหม่ การจัดการเรื่องเวลาแบบใหม่ พื้นที่แบบใหม่ การอธิบายอำนาจของรัฐ ของผู้ปกครอง ของอธิปไตยแบบใหม่ การทำความรู้จักเรื่องมนุษย์แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในการรับรู้ของเรา

ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องเผชิญกับมันในฐานะของผู้ที่ “ต่ำต้อย” กว่า แต่เราจำต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เราไม่ได้ต่ำต้อย เราไม่ได้ป่าเถื่อน เราอาจจะทำเครื่องบินไม่ได้ เราอาจจะตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นน้ำแข็งก้อนแรกในชีวิต แต่ไม่ได้แปลว่าเรามีอะไรที่ด้อยกว่าฝรั่ง (อย่างน้อยเราต้องพยายามให้ตัวเราเองเชื่ออย่างนั้น)

ฉันคงไม่ต้องพูดซ้ำเกี่ยวกับกระบวนการ “งม” หาความเป็นไทย ในมหาสมุทรแห่งความเป็นขอม มอญ ฮินดู พราหมณ์ พม่า ลังกา ฯลฯ “งม” ขึ้นมาไม่ได้อะไรก็ “ประดิษฐ์” ขึ้นมาเสีย สุดท้ายมาได้เป็นความเป็นไทยที่หลั่งไหลอยู่ในสายเลือดของเราทุกวันนี้ วรรณคดีไทยก็เลิศ สถาปัตยกรรมไทยก็ยอด

(หมายเหตุ จากวงสนทนาหลังการเสวนาที่จัดโดย คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ว่าด้วย ความเป็นไทย: กับดักจินตนาการ เพดานการสร้างสรรค์ เราคุยกันว่า ทำไมเรามีวิชาสถาปัตยกรรมไทย หรือ จิตรกรรมไทย และดูเหมือนเราจะไม่เคยได้ยินว่า ที่ประเทศอิตาลีมีวิชาสถาปัตยกรรมอิตาลี หรือ จิตรกรรมอิตาลี ไม่เคยได้ยินว่ามีวิชา จิตรกรรมอเมริกันที่อเมริกา หรือใครเคยได้ยินว่า มีวิชาจิตรกรรมกรีก??)

อาหารไทยก็เยี่ยม ภาษาไทยก็เสนาะราวกับเสียงดนตรี วรรณคดีไทยก็ซับซ้อนอ่อนหวาน บทอัศจรรย์ก็ละเมียดไม่หยาบช้าอย่างฝรั่ง ผ้าไทยวิจิตร (ลืมไปว่าเมื่อก่อนใส่แต่ผ้าอินเดีย จีน ญี่ปุ่น คนพื้นเมือง เอ๊ย คนไทย ทอผ้าฝ้ายสีมอๆ เป็นก็บุญแล้ว)

นี่แค่ตัวอย่าง เพราะถ้าสาธยายกันต่อไปเรื่อย ต้องเกิดเป็นคนไทยซ้ำอีกชาติ

อาการที่เกิดกับ “ล้านนา” ในช่วงยี่สิบปีให้หลัง มันคล้ายๆ กับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับสยามในต้นศตวรรษที่ 20 คนล้านนาที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นสาวเครือฟ้าที่ถูกร้อยตรีพร้อมข่มเหงเหยียบย่ำ เราไม่ยอมฆ่าตัวตายแต่เราพยายามจะไป “งม” หาอัตลักษณ์ของความเป็นล้านนามาประกาศให้โลกรู้บ้างเท่านั้นเอง

ตัวธรรม ตัวเมืองได้รับการรื้อฟื้น วัดทุกวัดในเชียงใหม่มีชื่อวัดเขียนด้วยตัวเมืองที่คนธรรมดาสามัญอ่านไม่ออก และไม่ต้องมาบังคับให้เรียน

หากฉันมีลูกก็ยินดีจะให้ลูกเรียนภาษาจีน ญี่ปุ่น อังกฤษ มากกว่าจะเรียนตัวเมือง เพราะมันเอาไปทำมาหากินได้มากกว่า เว้นแต่ลูกอยากเรียนไว้เป็น “ปราชญ์” ประหนึ่งปราชญ์ฝรั่งที่ต้องรู้ภาษาละติน อันนั้นเป็นอีกเรื่อง

มีตัวเมืองแล้วก็มีชุดพื้นเมืองที่แฟนซียิ่งกว่าที่จัดแสดงกันในดิสนีย์แลนด์ สารพัดผ้าโพก ผ้าซิ่น ผ้านุ่ง ผ้าแขก ผ้าพม่า ผ้าไทใหญ่ ไทอาหม ปิ่นมวยผม ดอกไม้ อุบะ รัดเกล้า รัดพุง รัดข้อตีน จุดสุดยอดของแฟนซีและแฟนตาซี อันนี้คือสตูดิโอถ่ายรูปเจ้านาง เจ้านาย ย้อนยุค

โรงเรียนในเชียงใหม่ให้นักเรียนนุ่งชุดพื้นเมืองกันอาทิตย์ละวัน “พื้นเมือง” แปลว่าอะไรไม่รู้ ใส่ซิ่นกันอาทิตย์ละวันแล้วไง? ความเป็นล้านนาพรุ่งปรี๊ดแล้วไง? เชียงใหม่รถติดน้อยลง? มลพิษน้อยลง? จิตสำนึกที่มีต่อส่วนรวมมากขึ้น?

เคยเห็นเด็กนุ่งซิ่นซ้อนรถเครื่องพ่อ-แม่กลับบ้านไหมว่ามันทุลักทุเล มันโป๊ มันไม่งาม มันไม่ practical กับชีวิตในศตวรรษที่ 21

งานอีเวนต์ต่างๆ นานามีการแสดงพื้นเมือง ฟ้อนรำล้านนา แปลว่าอะไรไม่รู้ มีหนุ่มกล้ามใหญ่ ใส่ผ้าเตี่ยวเอวต่ำ เห็นซิกส์แพ็กเป็นลอน พร้อมไรขนอ่อนๆ ที่ตรงนั้น…เห็นแล้วอยากจะบ้า (และอยากจะปล้ำ?) นางรำสาวก็แอ่นระแน้ เอวอ่อน ย้ายก้นซ้ายก้นขวา เอ๊กซ์ไม่แพ้พริตตี้เหมือนกัน จากนั้นก็ช่วยกันแซ่ซ้อง

หูยยยยย ล้านนา! เริ่ดนะยะ!

นี่ยังดีที่กระแสกาแลค่อยซาลง ไม่อย่างนั้นเรามีอันต้องเห็นตึกทุกรูปแบบทุกท่วงท่าสวมกาแลไว้เสมอ เป็นเครื่องรางกันอาการต่อมล้านนาอ่อนแอ

ประเด็นของฉันคือ เชียงใหม่หรือล้านนากำลังจะดำเนินรอยตามสยามหรือไทยในการไขว่คว้า หาประวัติศาสตร์และความ มั่นใจในตัวเองอย่างผิดๆ เพียงการ “งม” และ คว้าเอาสัญลักษณ์สอง-สามอย่างในประวัติศาสตร์มาแปะไว้ที่หน้าผากของตัวเอง จากนั้นก็คิดว่า เอาล่ะ ฉันเจ๋งแล้ว พร้อมจะเดินโชว์ตัวทั่วโลกพร้อมกับสติ๊กเกอร์ที่เลือกมาแปะไว้ที่หน้าผากนี้ โดยละทิ้งประวัติศาสตร์ที่เหลือทั้งหมดเอาไว้ข้างหลัง (เหยียบๆ แล้วเดินข้ามไปไม่ไยดีเสียด้วยซ้ำ)

การที่กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ออกมาคัดค้าน ขัดขวางเกย์พาเหรด โดยอ้างว่า ทำความเสื่อมเสียให้แก่เมืองที่มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมดีงามอย่างเชียงใหม่นั้นเป็นเหตุผลที่โง่เง่าน่าอับอายเป็นที่สุด

เพราะใครก็ตาม ที่มีวุฒิภาวะพอและไม่งมงายอยู่กับความหลงตัวเองอย่างคนมีปมด้อย ต้องรู้ว่าเมืองที่เราจะ ภาคภูมิใจได้นั้นไม่ใช่เมืองที่เที่ยวแปะกาแลอย่างไม่มีเหตผล ไม่ใช่เมืองที่สักแต่สลักตัวอักษรพื้นเมืองไว้ “โชว์” ไม่ใช่เมืองที่พยายามจับผู้หญิงมานุ่งซิ่นกางจ้อง

ไม่ใช่เมืองทิงนองนอยหลอกนักท่องเที่ยวไว้ที่ฉากหน้าแต่หลังบ้านก็เป็นซ่องอยู่เหมือนเดิม

เมืองที่น่าภาคภูมิใจอย่างน้อยสำหรับฉันคือ เมืองที่เคารพคนที่อยู่ในเมืองอย่างไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนเมือง คนไทย คนฝรั่ง คนจีน ชาวเขา แรงงานทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย คือเมืองที่เคารพในสิทธิของคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มใหญ่ เมืองที่น่าอยู่ไม่ใช่เมืองที่พยายามจะนำเอาบรรยากาศเมื่อ 700 ปีที่แล้วกลับคืนมา แต่คือเมืองที่อยู่ในโลกปัจจุบันได้อย่างสง่างาม

คือเมืองที่สะอาดสะอ้าน มีการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม ขยะ ระบบสาธารณูปโภคอย่างมีประสิทธิภาพ คือเมืองที่ไม่มีรถแดงมาเฟีย วิ่งตามใจชอบ จอดตามใจชอบ คือเมืองที่มีสวนสาธารณะที่ให้คนเข้ามานั่ง มาวิ่ง มาเดิน มาพักผ่อน อย่างปลอดภัย สบายใจ

และต้องรู้ด้วยว่า สวนสาธารณะที่ดีต้องเงียบ และการเต้นแอโรบิกรวมหมู่ เปิดเพลงดังระดับร้อยเดซิเบลหรือ มากกว่านั้นไม่ควรอยู่ในที่สาธารณะอย่างเด็ดขาด

เมืองที่น่าภาคภูมิใจคือ เมืองที่มีทางเท้าสะอาด กว้างขวาง ผิวเรียบสม่ำเสมอ ให้คนเดินไปยิ้มไป และสามารถกระซิบบอกตัวเองได้ทุกครั้งที่เดินว่า “ฉันรักเมืองนี้จังเลย” ไม่ใช่เมืองที่คิดเรื่อง “เดิน” ได้แค่การตั้งหน้าตั้งตาทำถนนคนเดินที่แปลว่า การปิดถนนให้ซื้อของขายของอาทิตย์ละวันสองวัน

ถนนท่าแพเล็กๆ นั้นแบ่งออกเป็น 3 เลนให้พ่อค้าแม่ค้าขายของ แล้วคนก็เดินแถวตรงเรียงหนึ่ง เดินดูกันไป ซื้อของกันไปและหายใจรดต้นคอกันไป

อเนจอนาถเหลือทน

เมืองน่าอยู่น่าอวดโอ่ ควรมีคอนเสิร์ตฮอลล์ดีๆ มีโรงละครที่มีละครให้ดูสม่ำเสมอ เมืองวัฒนธรรมที่แท้จริงต้องมีพื้นที่สำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากทั่วโลก ย้ำว่าทั่วโลก ไม่ใช่คอยแต่จะ ต๊ะ-ตึ่ง-โนง กับฟ้อนเล็บ ตีกลองสะบัดไชยกันทั้งชาติ เมืองที่เอะอะก็ต๊ะ ตึ่ง โนง เขาไม่เรียกว่าเป็นเมืองวัฒนธรรมหรอกจะบอกให้

วงซิมโฟนี่ออเครสตร้าของเชียงใหม่ที่ฟอร์มวงกันมาแล้วต้องถูกผลักดันให้เป็นหน้าเป็นตาของเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในความเป็นล้านนา ล้านนาแล้วอินกับชูเบิร์ตมันผิดตรงไหน

แล้วขอร้อง วงดนตรีดีๆ ไม่จำเป็นต้องเล่นแต่เพลงพระราชนิพนธ์ราวเป็นเพลงภาคบังคับ คนเชียงใหม่ที่ไม่มีปัญญาไปเมืองนอก ไม่ได้แปลว่าจะต้องขาดโอกาสได้ฟังคีตนิพนธ์ชั้นเลิศของโลก

เด็กเชียงใหม่อาจจะมีทั้งชอบรำดาบ ฟ้อนเชิง ตัดตุง ขณะเดียวกัน ก็มีเด็กที่ชอบเต้นแจ๊ส ฮิปฮอบ แร็ป ฝันอยากเป็นนักเปียนโนมือหนึ่งของโลก

แล้วมันกระเทือนความเป็นล้านนาที่ตรงไหน?

เมืองแห่งการศึกษาและวัฒนธรรมต้องมีห้องสมุดที่จะให้คนให้การศึกษาแก่ตนเองอย่างอิสระ เมืองแห่งประวัติศาสตร์ต้องทำความรู้จัก กับประวัติศาสตร์หลายแนว หลายสกุล มีบรรยากาศแห่งการพูดคุย ถกเถียงเรื่องประวัติศาสตร์ ทั้งประวัติศาสตร์ของตนเอง ของคนอื่น รวมทั้งต้องรู้ว่าประวัติศาสตร์ของตัวเองอาจเป็นอดีตของคนอื่น (คนที่อยู่ในดินแดนล้านนาเมื่อ 800 ปีที่แล้ว อาจจะไม่ใช่ญาติวงศ์พงศาของเราในปัจจุบันเลยก็เป็นได้)

เมืองแห่งการศึกษาและน่าภูมิใจคือเมืองที่มีความกระตือรือร้นจะรู้จักคนอื่นมากกว่าจะงมงายอยู่กับเรื่องของตัวเอง

การรู้จักคนอื่นย่อมนำมาซึ่งความเคารพในผู้อื่น เมืองที่มีรากเหง้าและมีความมั่นใจในตัวเองย่อม ไม่เปราะบางและวี้ดว้ายเพียงเห็นกะเทยเดินพาเหรด

เมืองแห่งศตวรรษที่ 21 คือเมืองที่มีจิตวิญญาณแบบเสรีนิยม และประชาธิปไตย ที่ให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิของผู้อื่น ให้ความสำคัญกับความเสมอภาคเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม

เมืองที่จะได้ชื่อว่ามี “อารยะ” คือเมืองที่นอกจากจะใช้ถุงผ้าและเลิกเผาขยะแล้ว ยังต้องเคารพในความหลากหลายทางเพศ และพึงรู้ว่าความหลากหลายทางเพศไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็น กะเทย ตุ๊ด ทอม ดี้ เกย์ เลสเบี้ยน แต่ในเพศวิถีต่างๆ นานาเหล่านี้ยังมีความซับซ้อนอยู่อีกมาก เช่น

กะเทยสาว รักกับกะเทยสาว แล้วเรียกตัวเองว่าเป็น เลสเบี้ยน กะเทยแปลงเพศ เป็นผู้หญิงแล้วมีแฟนเป็นทอม ที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน

ไม่ว่าจะซับซ้อนหรือจะเป็นอะไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับการทำลายหรือสร้างความเสื่อมเสียแก่เอกลักษณ์ หรือความงดงามทางวัฒนธรรม

เพราะความงดงามทางวัฒนธรรมที่แท้จริง คือการเคารพความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ไม่ว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน เชื้อชาติอะไร ศาสนาอะไร เพศไหน พูดภาษาอะไร

เมืองที่ปล่อยให้การมีคนกลุ่มหนึ่งขับไล่การเดินพาเหรดของเกย์ โดยที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองดูจะเห็นชอบ แถมยังออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ปีหน้าถ้าอยากจัดต้องไปจัดในสถานที่ “เหมาะสม” และต้องมีการแสดงออกที่เหมาะสม (www”news.mcot.net/local/inside.php) คนพูดเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

ขอบอกว่า ถ้าจะต้องมีผู้ว่าฯ บ้องตื้นแบบนี้ ฉันขอให้เราเลือกผู้ว่าฯ เองได้ไหม ชั่ว-ดี อย่างไร เราจะได้รับผิดชอบ “ช้อยส์” ของเราเอง

เมืองแบบนี้ไม่ใช่เมืองที่น่าภาคภูมิใจ แต่เป็นเมืองที่น่าละอาย เต็มไปด้วยอคติ และการกีดกันทางเพศ ใจแคบ ส่อให้เห็นว่าเป็นเมืองที่ขาดการศึกษา ไร้วุฒิภาวะ และล้าหลังจนน่าเป็นห่วง

สาวเครือฟ้าจะยืนหยัดอยู่ได้ ไม่ใช่ด้วยการนั่งพับเพียบเอามือม้วนตีนซิ่นร้องไห้กระซิกๆ เพราะเราไม่ได้อยู่บ้านหลังคากาแลอีกต่อไป แต่อยู่ท่ามกลางอินเตอร์เน็ต โลกดิจิตอล สนามบินนานาชาติ เฟซบุ๊กส์ นายกรัฐมนตรีประเทศไอร์แลนด์เป็นเลสเบี้ยน เมียประธานาธิบดีฝรั่งเศสถ่ายนู้ด ประธานาธิบดีสหรัฐเป็นลูกครึ่ง เคนย่า-อเมริกัน ฯลฯ

สาวเครือฟ้าควรจะหยุดกระซิกกระซี้ แต่ลงมือเฉดหัวร้อยตรีพร้อมออกจากบ้าน ทิ้งร่มบ่อสร้าง แล้วสวมแว่นกันแดดปราด้า
ออกมาร่วมกับเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ เดินพาเหรดกับคนนานาเพศเพื่อรณรงค์ให้สังคมล้านนา ผละจากตัวธรรมและตุงสักครู่ เพื่อมาสนใจกับสิ่งที่เรียกว่าสิทธิมนุษยชนมากขึ้น

โดย คำ ผกา 
จาก มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1490 หน้า 91

Share

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>