พ่อ กับบทบาทของการดูแลความเป็น เกย์ กะเทย ทอม ดี้ ของลูก

gay dad

 

เป็นเวลานานแสนนานมาแล้ว ที่ความเชื่อว่าหากพ่อเป็นคนไม่แข้มแข็งเท่าแม่ จะทำให้ลูกชายของบ้านนั้นกลายเป็นชายรักชาย หรือกะเทย ขณะเดียวกันหากเด็กผู้หญิงคนไหนใกล้ชิดกับพ่อ หรือมีแต่พี่น้องผู้ชาย ก็จะทำให้กลายเป็นทอมได้ไม่ยากเช่นกัน

สมมุติฐานที่ว่าการที่พ่อหรือแม่ (ในทีนี้จะเน้นพ่อ เนื่องจากใกล้จะถึงวันพ่อแล้ว) ไม่ ”เล่น’ บทบาทของตัวเอง จะทำให้ลูกๆ มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเป็นเพศที่สาม (ตามคำให้สัมภาษณ์ของนพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สสส. ใช้ว่าโอกาสเสี่ยงของการเกิดเพศที่สามก็จะลดลง-จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 2 ธันวาคม 2551) จึงเป็นมายาคติที่สืบทอดฉายซ้ำมาเป็นระยะเวลายาวนานในสังคมไทย

นอกจากนี้นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ยังได้ย้ำอีกว่า หากพ่อลดบทบาทในการเลี้ยงดูลูกลง ทำให้พบปรากฏการณ์ในสังคมที่เกิดขึ้น คือ 1.เกิดเพศที่สามสูงขึ้น เพราะขาดความเข้าใจและขาดแบบอย่าง” นั้น

ในฐานะผู้เขียนเป็นนักกิจกรรมด้านสิทธิความหลากหลายทาวเพศ พบว่าการเป็นบุคคลรักเพศเดียวกัน หรือคนข้ามเพศนั้น ไม่ได้เกิดจากบทบาทของพ่อที่ทำงาน ”พร่อง’แต่อย่างใด เพื่อนของผู้เขียนจำนวนมากที่เป็นเกย์ กะเทย ทอม ดี้ ต่างเกิดมาในครอบครัวอุดมคติ มีพ่อ แม่ ปู่ ย่า น้า อา ครบครัน ก็ยังหันมาเอาดีทางการเป็นคนหลากหลายทางเพศเป็นจำนวนมาก

อีกทั้งยังไม่มีการค้นพบสาเหตุที่จะเป็นข้อบ่งชี้เฉพาะด้วยว่าใครจะมีวิถีทางเพศแบบไหนหรืออย่างไร จนปัจจุบันนี้ในวงวิชาการระดับนานาชาติได้ยุติการหาสาเหตุของการกลายเป็นบุคคลรักเพศเดียวกันไปแล้ว และองค์การอนามัยโลกเองก็ได้ออกมาทำการยอมรับว่าการรักเพศเดียวกัน ไม่ได้เป็นโรคแต่อย่างใด หลังจากที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการตีตราต่อกลุ่มคนหลากหลายทางเพศมาเนิ่นนาน (ส่วนกรมสุขภาพจิตไทย ออกหนังสือให้เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2545)

ที่สำคัญบทบาทของพ่อที่ลดลง จนกลายเป็นข้อกังวลว่าจะทำให้ลูกกลายเป็นเกย์ กะเทย ทอม ดี้ นั้น ก็น่าจะถูกตั้งคำถามกลับไปว่า ในสมัยก่อนที่เด็กๆ มักถูกเลี้ยงด้วยพี่ป้าน้าอา หรือย่ายาย มากกว่าคนเป็นพ่อเป็นไหนๆ แล้วทำไม เด็กๆ ในสมัยก่อน ไม่กลายเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วกันเต็มบ้านเต็มเมืองเล่า ถึงปัจจุบันนี้ก็เถอะ พ่อแม่จำนวนมาก โดยเฉพาะพ่อแม่จนๆ คนต่างจังหวัดที่ต้องมาทำงานในกรุงเทพฯ ก็มักจะส่งลูกไปอยู่กับปู่ย่าตายายที่ภูมิลำเนา ก็ไม่เห็นว่าเด็กๆ ดังกล่าวจะกลายพันธุ์ไปเป็นเพศที่ 3 มากขึ้นแต่อย่างใด

หรือหากเยาวชนสักคนจะสนใจฝักใฝ่ในเพศเดียวกัน ทำไมไม่มองหรือเคารพว่านั่นคือพัฒนาการทางเพศที่เหมาะสมอีกรูปแบบหนึ่งของมนุษย์ ทำไมพัฒนาการทางเพศที่เหมาะสมของวัยรุ่นจะต้องเกิดขึ้นเฉพาะในคู่ของคนต่างเพศเท่านั้น

มาถึงปัจจุบันนี้ ที่มนุษย์เราก็ผ่านกาลเวลามานานแสนนานแล้ว ถึงเวลาหรือยังที่สังคมไทยจะเลิกกลัว เลิกหวั่น เลิกขยาดต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเสียที รวมทั้งเลิกผลิตซ้ำความเชื่อดั้งเดิมที่มีต่อคนกลุ่มดังกล่าวนี้ด้วย โดยเฉพาะที่มาจากนักจิตวิทยา จิตแพทย์ ที่สังคมให้การเชื่อถือในหลักวิชาการของท่าน ที่ควรจะมีความรอบด้าน และมีมิติที่หลากหลายมากกว่าเดิมตามสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

การที่คนๆ หนึ่งจะยืนยันในการเป็นคนรักเพศเดียวกัน หรือคนข้ามเพศ มาจนอายุ 60 ปี 70 ปี 80ปี จนกระทั่งตายไปนั้น มันต้องเป็นเรื่องที่มีความหมายมากกว่า “รสนิยมทางเพศ” อย่างแน่นอน

หากมันคือตัวตน ชีวิต และจิตวิญญาณของมนุษย์ที่ควรได้รับการเคารพนั่นเอง.

 

โดย ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ สะพาน:กลุ่มสร้างสื่อและสนับสนุนสิทธิด้านความหลากหลายทางเพศ

ที่มา:https://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1229743792&grpid=01&catid=04
วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เวลา 10:27:14 น. มติชนออนไลน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>