นางสาวประเภทสอง

gayright003

กรรมาธิการหลายชุดของสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พยายามจะผลักดันกฎหมายหลายเรื่องที่ดูจะ ‘ก้าวหน้า’ พอควรสำหรับสังคมไทย

และหลายคนบอกว่าความพยายามเช่นนี้เป็นไปได้ยากโดยสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็เลยพา กันปลื้มสภาของเทคโนแครตที่มาจากการแต่งตั้งมากกว่าการทำงานของนักการเมืองที่มองไม่เห็นประเด็น ซับซ้อนมากมายหลายเรื่องในสังคมไทย

อย่างความพยายามของคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และความมั่นคง ของมนุษย์ (ชื่อยาวและครอบจักรวาลจัง) ที่จัดให้มีการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับ “คำนำหน้าบุคคล” ที่เป็นข่าวไปแล้ว ที่เข้าใจกันในตอนแรกว่าจะเป็นการฟังเสียงและความต้องการ ของคนข้ามเพศ/ เพศสภาพในประเด็นนี้เพราะคนข้ามเพศ/เพศสภาพ โดยเฉพาะ กลุ่มที่เรียกตัวเองหรือว่าถูกเรียกโดยคนอื่นในสังคมว่า “สาวประเภทสอง” เผชิญกับปัญหา มากมายอันเนื่องมาจากคำนำหน้าชื่อที่ระบุความเป็นชายหญิงไม่ตรงกับเพศสภาพที่พวก เธอแสดงออกการไปต่างประเทศหรือทำนิติกรรมกลายเป็นเรื่องยากเย็นสำหรับพวกเธอ เพราะความไม่สอดคล้องของประเภทที่ถูกจัดให้โดยรัฐและภาพที่ปรากฏให้ตาเห็น

การรับฟังความคิดเห็นในวันนั้นออกจะสับสนพอสมควรในตอนแรกสำหรับผู้สังเกตการณ์เพราะกลายเป็นว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนในสองเรื่องหลักคือการใช้นางสาวและนางของผู้ที่ถูกจัดว่าเป็น ‘สาวประเภทหนึ่ง’ กับการใช้นางสาวของสาวประเภทสอง

ที่สับสนงงงันก็เพราะว่าสองเรื่องที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเดียวกันนี้ต่างกันในประเด็นและฐานคิดอยู่มากจนไม่น่าจะพูดไปพร้อม ๆ กันโดยไม่งงงันได้ หลายคนเห็นว่าประเด็นการใช้นางสาว – นาง เกี่ยวข้องกับสถาบันการแต่งงานและอัตตลักษณ์ของผู้หญิง ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานต่างระดับสำหรับผู้หญิง

ในขณะที่การใช้นางสาวของสาวประเภทสองเป็นเรื่องของการเลือกประเภทและอัตตลักษณ์ ทางเพศสภาพของคนที่ไม่พอใจกับเพศสภาพที่ถูกจัดให้โดยสังคมและรัฐ และได้ตัดสินใจ ‘ข้ามเพศสภาพและ/หรือเพศ’ ไปแสดงออกเป็นอีกเพศสภาพหนึ่ง เช่นคนถูกจัดให้เป็นผู้ชายเพราะ เกิดมามีอวัยวะเพศชาย ไม่พึงพอใจกับเพศสภาพที่ถูกจัดให้แต่อยากจะแสดงออกหรือเป็นผู้หญิง ก็เลยแต่งกายและแสดงออกแบบผู้หญิง

และอาจจะพึ่งพาวิทยาศาสตร์การแพทย์แก้ไขเปลี่ยนแปลงอวัยวะเพศให้สอดคล้องกับเพศสภาพที่ตนเองเลือกการเลือกจะข้ามเพศเช่นนี้ดูจะสนับสนุนประเด็นที่ว่าเพศสภาพเป็นเรื่องของการแสดงออกของคนที่คนเลือกได้ว่าจะแสดงเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงเราแต่ละคนเลือกที่จะแสดงบทบาทว่าจะเป็นเพศสภาพใด โดยคนที่มี (อวัยวะ) เพศไม่ตรงกับเพศสภาพที่ตนแสดงออกจำนวนไม่น้อย สามารถแสดงบทบาทของเพศสภาพที่ตนเองเลือกได้เป็นอย่างดี หลายคนทั้ดูดีและเนียนกว่าพวก ที่มองตนเองเป็น “ประเภทหนึ่ง” ทั้งหลายเสียอีก

อย่างที่หลายคนสรุปว่าสาวประเภทสองสวยกว่าสาวประเภทหนึ่ง อย่างที่ฝ่ายหลังสู้ไม่ได้จริง ๆการดำรงอยู่ของสาวประเภทสองที่หลายคนเห็นเป็นตัวตลกและล้อเลียน กลายเป็นปัจจัยสนับสนุนการเลื่อนไหลของความเป็นชายหญิงและการเลือกของคนมากกว่าความเป็นธรรมชาติที่ไม่แปรเปลี่ยน ความเป็นชายหญิงที่ถูกจัดเป็นคู่ตรงข้ามตายตัวที่คนในสังคมเป็นได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ถูกท้าทายโดยการเลือกที่จะข้ามเพศของหลาย ๆ คน

การสั่นคลอนและท้าทายระบบสองเพศสภาพเป็นไปได้เมื่อคนอื่นในสังคมเห็นการข้ามเพศนี้ แต่ก็เข้าใจได้ว่าการดูถูกดูแคลน ล้อเลียน และอคตินานาประการที่คนข้ามเพศทั้งหลายต้องเผชิญ เป็นอะไรที่หนักหนาสาหัสสำหรับสาวประเภทสองที่อยากจะเป็นผู้หญิง และหลายคนก็ตั้งใจ จะประพฤติปฏบัติในกรอบของความเป็น “หญิงดี” อยากจะมีชีวิตตามแบบแผนที่สังคมคาดหวังอย่างการ แต่งงานและรักเดียวใจเดียว

ความตั้งอกตั้งใจจะเป็นผู้หญิงของสาวประเภทสองมากมายกว่าบรรดาสาวประเภทหนึ่งหลายคนมากมายนัก และพวกเธอบางคนบางกลุ่มต้องการจะถูกยอมรับและรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเพศสภาพหญิงอย่างแท้จริง โดยการที่รัฐยอมให้พวกเธอใช้คำนำหน้าชื่อว่า ‘นางสาว’ก็เป็นก้าวสำคัญ ของการได้รับการยอมรับพวกเธอในฐานะผู้หญิง

การมองเช่นนี้ทำให้ต้องคิดต่อเกี่ยวกับคุณสมบัติที่ต้องมีสำหรับการเปลี่ยนสถานะจากนายไปเป็นนางสาวดูเหมือนสาวประเภทสองจำนวนไม่น้อยจะเห็นพ้องต้องกันว่าต้อง
มีกระบวนการคัดสรร ที่ชัดเจน ในการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ อย่างเช่นต้องผ่าตัดแปลงเพศ แล้วหรือต้องผ่านการ รับรองด้าน จิตวิทยาโดยผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น น้องๆ บางคน
ที่ไป ร่วมแสดงความเห็นตาม คำเชิญชวนของคณะกรรมาธิการ บอกว่าการเปลี่ยน คำนำหน้าชื่อเพื่อข้ามเพศสภาพนั้นควรจะยอมให้ทำได้เพียงครั้งเดียว คือเปลี่ยนแล้ว
เปลี่ยนเลย ห้ามกลับไปกลับมาความพยายาม จะให้เกิดความชัดเจนเช่นนี้ออกจะขัดอก ขัดใจนักเคลื่อนไหวที่พยายามจะสั่นคลอนระบบสองเพศสภาพอย่างเคร่งครัดและตายตัว และเปิดโปงให้เห็นความเป็นสิ่งสมมติของเพศสภาพ

เพราะการข้ามไปเป็นผู้หญิงโดยไม่ทิ้งร่องรอยของการข้ามเพศจะไม่ส่งผลใด ๆ ต่อระบบสอง เพศสภาพเลย หรือยิ่งเป็นการตอกย้ำการดำรงอยู่ของความเป็นชายหญิงเสียด้วยซ้ำ เพราะคน ในสังคมก็ยังถูกจัด ให้เป็นเพียงชายหรือหญิงอยู่ดีข้อเสนอ

ที่น่าสนใจก็คือเลิกคำนำหน้าชื่อที่บ่งบอกเพศสภาพเสียเลยดีไหม จะได้ไม่ต้องมีการจัดประเภท คนตามเพศสภาพที่กลายเป็นปัญหาต่อตัวตนของพลเมืองของรัฐและการเลือกปฏิบัติ แต่หลายคน บอกว่ายอมไม่ได้เพราะยังอยากให้มีการจัดประเภทคนออกเป็นเพศสภาพอยู่ ซึ่งก็เข้าใจได้อีกนั่นแหละเพราะเพศสภาพดูจะเป็นปัจจัยหรือลักษณะพื้นฐานที่ทำให้เรารู้ว่า
ควรจะมีปฏิสัมพันธ์อย่างไรกับคนอื่นในสังคม และระเบียบปฏิบัตินี้กลายเป็นสิ่งที่คนในสังคมเคยชินจน กลัวว่าถ้าไม่มีตัวช่วยในเรื่องการแบ่งเพศสภาพ

แล้วจะเกิดความโกลาหลในชีวิตทางสังคม เพราะแต่ละคนจะไม่รู้ว่าจะปฏิบัติต่อคนอื่น อย่างไรและคาดเดาไม่ได้ว่าคนอื่นจะปฏิบัติต่อตนเองอย่างไร

นอกจากนี้การยกเลิกตัวช่วยบอกเพศสภาพอย่างคำนำหน้าชื่ออาจจะไม่มีผลอะไรมากนักในสังคมที่บีบและขังคนไว้ในกรอบของสองเพศสภาพ

ทั้งหญิงและชายก็จะถูกคาดหวังและปฏิบัติต่อตามกรอบเดิม และคนที่ถูกมองว่าเบี่ยงเบน ไม่เข้าพวกใดพวกหนึ่งก็จะยังถูกมองเช่นนั้น

ทางเลือกที่อาจจะเวิร์คในขั้นนี้น่าจะให้ที่ทางกับความเลื่อนไหลและการเลือกของคนโดยให้แต่ละคนเป็นฝ่ายเลือกคำนำหน้าชื่อหรือเปลี่ยนได้เหมือนเปลี่ยนชื่อโดยตระหนักว่าการแก้หรือไม่แก้กฎหมายไม่ได้ทำให้การโต้เถียงกันเกี่ยวกับประเด็นอัตตลักษณ์และการจัดประเภทของพลเมืองตามเพศสภาพและเพศวิถีจบลง

แต่จะเป็นประเด็นทางการเมืองที่เถียงกันไปเรื่อย ๆ เพื่อให้คนกลุ่มต่างๆ ที่ต้องการที่ยืน และการถูกมองเห็นได้ต่อสู้เพื่อที่ทางของตนเองต่อไป

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>