นาย นาง นางสาว เทคโนโลยีทางอำนาจในการสร้างเพศภาวะ

140251_?????????????????????????????? ?????????

ท่ามกลางกระแสสังคมของกลุ่มบุคคลที่เรียกตัวเองและถูกเรียกจากบุคคลอื่นว่า”สาวประเภท สอง”เห็นทีจะไม่มีอะไรร้อนแรงไปกว่าการเสนอให้เปลี่ยนคำนำหน้านายมาเป็นนางสาวของกลุ่มบุคคลนี้

การพยายามแสดงความเป็นตัวตนและการดำรงอยู่ของตัวตนเป็นสิทธิมนุษยชนที่บุคคลทั่วไปพึงกระทำโดยที่ไม่ไปรบกวนสิทธิของบุคคลอื่นย่อมกระทำได้

และภายใต้วาทกรรมของสิทธิเท่าเทียมที่คงมิใช่เท่าเทียมเฉพาะเพศหญิงเพศชายเท่านั้น แต่ควรเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์ด้วย

ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ปรากฏนี้ต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางสังคมที่มีรากฐานและอุดมการณ์หญิงชายเป็นใหญ่และครอบงำด้วยระบบปิตาธิปไตย

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแสดงตัวตนของตัวเองบนพื้นที่นี้โดยเฉพาะพื้นที่ทางกฎหมาย ที่มีผู้ชายเป็นใหญ่

แต่กระนั้นเองบนเส้นทางแห่งการพยายามที่จะเข้าใจปัญหาและพาตนเองให้บรรลุเป้าหมายของ การปลดปล่อยดังกล่าวนั้น

ทุกย่างก้าวอาจจะต้องระมัดระวังให้มาก มิใช่ฉะนั้นอาจจะกลับมาติดกับดักทางเพศที่ไปไม่พ้นจากกรอบหญิงชาย

มโนทัศน์ดังกล่าว ที่พยามยามจะจัดการตัวตนของตัวเอง โดยผ่านถ้อยคำไม่กี่คำ แต่ทรงไว้ซึ่งพลังอำนาจภายใต้นาย นางสาว มีนัยยะที่พึงระวังอยู่มาก ถ้าเราคิด ว่าจะต้อง รื้อถอน (Deconstruct) มโนทัศน์หญิงชายที่ดูว่าคับแคบ แต่เราก็ก้าวกระโดดไปมา ระหว่างหญิงชาย ซึ่งเป็นเหตุของความขัดแย้ง และตีบตันทางความ คิดเรื่องเพศ เพศภาวะ ความเป็นเพศ (หญิง ชาย เกย์ ทอม ดี้ หญิงรักหญิง ชายรักชาย หญิง, ชายรักสองเพศ ฯลฯ)

จึงมีคำถามออกมาในใจว่า ที่สุดแล้วความคิดดังกล่าวช่วยให้สาวประเภทสอง (ผู้หญิง ผู้ชาย ด้วย) หลุดพ้นและฝ่าข้ามคู่ตรงข้ามของความสัมพันธ์ทางเพศไปได้หรือไม่? หรือหากแต่ (จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) กลับเป็นตัวค้ำจุนวิธีคิดแบบแยกขั้วชาย-หญิง ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นย้อนกลับดู การจะรื้อถอนคู่ตรงข้ามทางเพศนี้ ต้องคิดคำนึงถึงความแตกต่าง ทางเพศ (sexual difference) นาย นาง นางสาว

ในฐานะเทคโนโลยีทางอำนาจในการสร้างเพศภาวะ (technology of gender) ที่ได้สร้างชุดความหมายของเพศขึ้นมา เพศภาวะจึงเป็นเพียงภาพตัวแทนที่ถูกสร้าง ขึ้นมาภายใต้บริบทของสังคมประเภทต่างๆ ที่ได้กำหนดอัตลักษณ์ สถานภาพ คุณค่า และตำแหน่งแห่งที่ภายในโครงสร้างของสังคมให้กับปัจเจกบุคคล

ความแตกต่างทางเพศจึงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้เช่นเดียวกับอัตลักษณ์และสิ่งประกอบสร้างอื่นๆ เมื่อบริบททางสังคมได้เปลี่ยนไป

กระนั้น สาวประเภทสองในฐานะภาพตัวแทน และในฐานะชีวิตจริงของการดำรง อยู่ของตัวตนที่ประกอบไปด้วยความแตกต่างอันหลากหลาย ก็ไม่จำเป็นต้อง อยู่ภายใต้เพศภาวะแบบคู่ตรงข้ามเสมอไปใช่หรือไม่?

จะอย่างไรก็ตามพอพูดถึงการต่อรองทางอำนาจ ก็มิพ้นเรื่องความเป็นการเมือง โดยเฉพาะการเมืองเรืองเพศที่อาจจะต้องใส่ใจในความสัมพันธ์ทางอำนาจในหลายระดับ

จะอย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ก็ยังต้องเคลื่อนไหวไปด้วยกันทั้งองคาพยพทางสังคม ที่มิใช่มีแค่กลุ่มสาวประเภทสอง แต่ทุกๆ เพศภาวะก็ต้องเปิดใจให้กว้าง และแบ่งปัน พื้นที่ให้ลงตัว ที่มิใช่การไปยืนพื้นที่ตรงข้ามของหญิงหรือชาย

เพราะทุกวันนี้ต้องย่อมรับว่าแม้กระทั่งพื้นที่ผู้หญิงเองก็คับแคบอึดอัดพอสมควร และไฉน เราจะกระโดดไปยืนอยู่พื้นที่เดียวกันกับนาง นางสาว อยู่อีกหรือ

หรือเราจะสร้างพื้นที่แห่งอัตลักษณ์ใหม่ให้กับตัวเอง เพราะถึงแม้นเข้าไปยืนได้เราก็เป็นแค่ประเภทสอง

ทำไมเรามิคิดจะยืนบนพื้นที่ของเราที่แสดงความเป็นตัวตนของเราอย่างชัดเจน

ส่วนจะเรียกว่าอย่างไร
คิดกันต่อไป…..??

 

บทความ
โดย พงศธร จันทร์เลื่อน
โครงการเพื่อนชายรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ (M-Plus) จ.เชียงใหม่ โทร 081 595 4994

ภาพประกอบ:น้องน้ำหวาน สามารถ มีเจริญ ผู้ยื่นฟ้องก.กลาโหมเรื่องสด.43
ถ่ายภาพโดย:น้องปูเป้ สมาคมฟ้าสีรุ้งฯ

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>