ความรักสีรุ้ง-เปลือยชีวิตชายรักชายในพม่า

4029-natfestival2

หน้ากระจกบานใหญ่ภายในห้องเช่าเล็กบริเวณตลาดกุ้ง จังหวัดสมุทรสาครมะเอ (นามสมมติ) กำลังชโลมแป้งทะนาคา สีเหลืองนวลบนแก้มทั้งสองข้างก่อนบรรจง ทาลิปสติก สีส้มลงบนริมฝีปาก

เธอสำรวจความงามบนใบหน้าก่อนจะลุกขึ้นยืนขยับเสื้อและ ผ้าซิ่นให้เข้ารูป เธอมองเรือนร่างของตนเองในกระจกอย่างมีความสุขที่ได้เห็นความเห็นความเป็นหญิง
เพิ่มขึ้นในร่างชาย ผมเผ้าซึ่งเคยถูกกล้อนเพื่อบวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่เมื่อสิบปีก่อน ขณะนี้ยาวจนถึงกลางหลัง หน้าอกซึ่งเคยแบนราบเริ่มนูนขึ้นจนสามารถสวมใส่เสื้อ
ชั้นในเฉกเช่นหญิงสาว ทั่วไปหลังจากเริ่มกินยาคุมกำเนิด

นับตั้งแต่จากบ้านในพม่ามาเมืองไทยเมื่อสิบปีที่ผ่านมา ชีวิตของเธอได้เปลี่ยนจากเดิม หลายอย่าง ความเป็นหญิงที่ปิดบังซ่อนเร้นไว้ในร่างชาย ตั้งแต่เยาว์วัยได้รับการ เปิดเผยโดยไม่ต้องแคร์สายตาใคร ความรักที่มีให้เพศชายด้วยกัน ไม่ต้องถูกเก็บ เป็นความลับอีกต่อไป

ที่นี่เธอมี “สามี” ซึ่งรักเธอเฉกเช่นเดียวกับคู่รักทั่วไป

สิ่งเดียวที่เธอยังเป็นกังวลอยู่เสมอคงมีเพียงพ่อแม่ที่อยู่ในประเทศพม่าซึ่งเธอไม่กล้านำพาหญิงในร่างชายของตนเองกลับไปเจอหน้าพวกท่าน เพราะสิ่งที่เธอเป็นยังอยู่ห่างไกลจากความรู้สึกที่บิดามารดาจะยอมรับได้

เช่นเดียวกับชายรักชายอีกหลายคนในพม่าที่ไม่อาจเปิดเผย”ความรักสีรุ้ง” ที่มีต่อเพศ เดียวกันให้ครอบครัวรับรู้ หลายคนจึงต้องปกปิดตนเองหรือเดินทางออกจากบ้านเกิดก้าว เดินไปตามทางที่หัวใจเรียกร้อง แม้ว่าเส้นทางนั้นจะถูกครอบครัวหรือสังคมตีตราว่าเป็น เส้นทางคนบาปก็ตาม

 

บาปบริสุทธิ์

“ตอนอายุแปดขวบ ฉันบอกพ่อกับแม่ว่าฉันชอบผู้ชาย แต่ท่านบอกว่าความรักระหว่าง ผู้ชายเป็นบาปแลละผิดธรรมชาติ ถ้าใช้อยู่กินกับเพศเดียวกันจะต้องตกนรก”

หน่อคำ (นามสมมติ) ชายหนุ่มเชื้อสายคะฉิ่น จากรัฐคะฉิ่น ประเทศพม่าทบทวนความทรงจำ ในวัยเยาว์ถึงวันที่รู้ตัวว่ามีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ

“ครอบครัวของฉันเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัดมาก นับตั้งแต่วันนั้น ฉันถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่ให้มีพฤติกรรมแสดงออกทางเพศหญิง ฉันเคยเรียนเปียโนและเล่นได้ดีก็ถูกห้ามไม่ให้ไปเรียนอีก แต่ถูกส่งไปเรียนมวยคาราเต้แทน เวลาเล่นกับญาติผู้หญิงหรือร้องเพลงของนักร้องหญิงก็จะถูกตี ฉันจึงมักเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน”

หน่อคำรู้ตัวดีว่าสิ่งที่คนรอบข้างพยายามเปลี่ยนแปลงให้เธอเป็นชายแท้ที่รักเพศตรงข้ามไม่มีวันเป็นไปได้ เพราะความเป็นหญิงที่เกิดขึ้นกับเธอไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก หากเกิดจาก ความต้องการลึกๆข้างใน ซึ่งเธอไม่รู้ว่ามันเริ่มต้นได้อย่างไรรู้แต่ว่านับจากวันที่จำความได้เธอรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้หญิงแม้ร่างกายภายนอกจะบ่งบอกว่าเป็นเพศชายก็ตาม

ไม่เพียงแต่ครอบครัวที่ตีตราว่าเธอเป็น “คนบาป” หากสังคมภายนอก โดยเฉพาะที่โรงเรียน ก็ทำให้เธอต้องพบกับความเจ็บปวดไม่แพ้กัน

“เวลาไปโรงเรียน เพื่อนชายบางคนจะแกล้งเข้ามาจูบ ดึงโสร่ง ใช้คำพูดล้อเลียนในบริเวณ ที่มีคนอยู่เยอะๆแล้วก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน สิ่งที่ฉันเจ็บปวดมากที่สุดก็คือพวกครู ไม่เคยลงโทษหรือห้ามปรามเพื่อนพวกนี้เลย ตรงกันข้ามกลับยืนหัวเราะและเพิกเฉยกับสิ่งทีเกิดขึ้น”

หลังจากทนแรงกดดันจากสังคมรอบข้างไม่ไหวเธอจึงตัดสินใจหนีออกจากรัฐคะฉิ่น บ้านเกิดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และเข้าร่วมทำงานกับองค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งทำงานเสริม สร้างสิทธิให้กับคนรักเพศเดียวกันจากพม่าให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ทุกวันนี้ เธอยังเฝ้าหวังว่าสักวันหนึ่งครอบครัวของเธอและคนรักเพศเดียวกันจะยอมรับว่าบาปที่ทุกคนตราหน้าเป็นเพียง “บาปบริสุทธิ์” ที่พวกเธอไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดขึ้น

ชายรักชายคนหนึ่งสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนรักเพศเดียวกันในพม่าว่า

“ในสังคมพม่า ไม่มีใครอยากเป็นคนรักเพศเดียวกัน เพราะนั่นหมายความว่าคุณจะถูกรังเกียจจากครอบครัว ชุมชนและสังคม

คนที่รักเพศเดียวกันเป็นเพราะมันอยู่ในสายเลือดของเราตั้งแต่เกิดถึงเราจะพยายามรักเพศตรงข้าม
อย่างไรก็ไม่สามารถทำได้ เราต้องยืนอยู่บนเส้นทางที่ไม่ได้เป็นคนเลือก แต่เราถูกเลือกให้เป็นแบบนี้”

…………

เดินตามหัวใจ

ปาป๊า สาวประเภทสองเชื้อสายพม่าแท้วัย 38 ปี เจ้าของร้านขายข้าวแกงในตลาดกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร ออกจาก บ้านเกิดมานานกว่า 15 ปี ครอบครัวของเธอมีพี่น้องทั้งหมด 7 คน ผู้หญิง 2 คน ผู้ชาย 5 คน เป็นสาวประเภทสอง 2 คน คือ เธอและพี่ชายคนที่สาม เนื่องจากพ่อแม่ของเธอเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อเธอและพี่ชายมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศเธอจึงไม่ได้รับแรงกดดันจากพ่อแม่เหมือนกับเพื่อนอีกหลายคน มีเพียงพี่ชายที่เป็นทหารซึ่งไม่ค่อยรู้สึกพึงพอใจกับสิ่งที่เธอเป็นมากนัก

เธอทบทวนความทรงจำในวัยเยาว์ให้ฟังว่า

“เวลาเห็นพี่สาวแต่งหน้าตาแป้ง ฉันรู้สึกอยากทำบ้าง ฉันชอบแต่งตัวแบบผู้หญิงมาตั้งแต่เด็ก พอเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นก็เริ่มมีเพื่อนกระเทยมากขึ้น พวกรุ่นพี่ก็สอนให้กินยาคุมเพื่อให้มีหน้าอก ตอนอยู่ในพม่าฉันไม่เคยใส่เสื้อชั้นใน เพิ่งมาเริ่มใส่ตอนมาอยู่เมืองไทย”

เหตุผลที่เธอตัดสินในมาเมืองไทยเริ่มต้นจากความต้องการหางานทำเลี้ยงชีพ

เธอเริ่มจากทำงานในโรงงานแกะกุ้งและค่อยๆเก็บเงินจนสามารถเปิดร้านข้าวแกงอาหารพม่าตามได้ในที่สุด การมาเมืองไทยทำให้เธอได้มีโอกาสเห็นชีวิตที่แตกต่างของสาวประเภทสองในเมืองไทย
“ฉันอิจฉากะเทยไทยหลายอย่างพวกหล่อนมีเสรีภาพในการแต่งตัวเป็นผู้หญิงแล้วก็มีเวทีการแสดง เวทีประกวดนางงาม ที่คนทั่วไปยอมรับ แต่ในพม่าพวกเราต้องแอบจัดกันเงียบๆ หรือกะเทย ไม่มีโอกาส ได้เป็นนักแสดงหรือออกโทรทัศน์เหมือนกับในเมืองไทย”

ก่อนมาเมืองไทยปาป๊าเคยมีแฟนหลายคน ส่วนใหญ่คบกันไม่นาน มีความสุขทางกายร่วมกันแล้วก็เลิกรากันไป ไม่มี ความรักและความคาดหวังในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน
เพราะไม่มีผู้ชายคนไหนกล้าพอที่จะแยกมาใช้ชีวิตคู่กับเธออย่างเปิดเผย

ชีวิตรักเมื่อครั้งอดีตจึงเดินอยู่บนความเปลี่ยนแปลงไม่มั่นคง หัวใจของเธอจึงหวั่นไหว ไปกับความสัมพันธ์ชั่วคราว แต่เมื่อเดินทางมาอยู่เมืองไทย ห่างไกลจากครอบครัวชุมชนเดิม ไม่มีใครรู้จักเธอและ “เขา” มากไปกว่าแรงงานจากประเทศพม่า

เธอจึงเริ่มมีความสัมพันธ์กับเพื่อนชายที่มั่นคงมากขึ้น เธอเริ่มใช้ชีวิตคู่กับชายที่รักอย่างเปิดเผย
และ”เขา”คนนั้นของเธอก็ไม่อับอายในการครองเรือนร่วมกับเพศเดียวกัน

เช่นเดียวกับโซ สาวประเภทสองชาวมุสลิมเชื้อสายอินเดียวัย 38 ปี นับตั้งแต่มาอยู่เมืองไทย เธอใช้ชีวิตอยู่กับสามีเพศเดียวกันอย่างเปิดเผย เธอโชคดีที่ครอบครัวของเธอไม่รังเกียจที่เธอเป็นกะเทย

“เวลาชาวบ้านมาว่าพ่อแม่ฉันว่าเลี้ยงลูกให้เป็นกะเทย พ่อแม่ฉันจะบอกว่า มีลูกเป็นกะเทยดีกว่าลูกติดยา เพราะลูกเป็นกะเทยยังช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงินส่งไปให้พ่อแม่ได้”

แต่ถึงกระนั้น เธอก็ไม่กล้าพอที่จะอยู่กินฉันสามีภรรยากับใครอย่างเปิดเผยในพม่า เพราะไม่อยากให้พ่อแม่อับอายคนอื่น

โซเริ่มมีแฟนเป็นตัวเป็นตนและใช้ชีวิตคู่หลังจากเดินทางมาทำงานที่เมืองไทย เธอโชคดีที่ได้สามีที่รักเธอในรูปร่างชาย ไม่เรียกร้องให้เธอไว้ผมยาว แต่งหน้าทาปาก หรือกินยาคุมกำเนิดเพื่อให้มีหน้าอก

ปัจจุบัน เธอยังคงนุ่งโสร่งหรือโลงจีแบบผู้ชายพม่า เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบการนุ่งให้เป็นมัดแนบเอว แบบการนุ่งซิ่นผู้หญิงแทนการมัดตรงกลางแบบผู้ชายแท้

เธอให้เหตุผลว่า

“เวลาออกไปเที่ยวข้างนอกด้วยกัน ฉันไม่อยากให้สามีถูกคนมองว่ามีแฟนเป็นกะเทย ถ้าฉันนุ่งโสร่งไม่ได้แต่งหน้าทาปาก ดูเผินๆแล้วก็เหมือนเดินกับผู้ชายด้วยกัน แล้วสามีฉัน ก็ไม่ได้อยากให้ฉันแต่งตัวเป็นผู้หญิง อยากให้ทำตัวเป็นธรรมชาติ ฉันก็เลยชอบแต่งแบบนี้ ถึงข้างนอกจะดูเป็นชายแต่ข้างในฉันอ่อนหวานเป็นผู้หญิงก็พอแล้ว”

ปัจจุบัน สามีของโซเดินทางไปทำงานที่มาเลเซียและส่งเงินมาให้เธอใช้อยู่เสมอ โซบอกว่าเธอไม่ได้ห้ามสามีในการเที่ยวผู้หญิงเพราะสามีอยู่ไกลจากเธอ แต่หากสามี กลับมาหาเธอเมื่อไหร่ เขาต้องเป็นของเธอคนเดียวเท่านั้น

เธอบอกถึงวิธีการรักษาชีวิตคู่ให้ยาวนานของสาวประเภทสองว่า

“เราต้องยอมรับตัวเองว่าเราเป็นกะเทย ถ้าเราไม่ให้เขาเที่ยวผู้หญิงบ้างเขาก็จะรู้สึก

อึดอัดและอยากไปมีคนใหม่ ถ้าเราให้อิสระกับเขา เขาก็จะอยู่กับเราได้นาน”

……………………………….

ขอเพียงที่หยัดยืน

ในอดีตยุคอาณานิคมอังกฤษ ประเทศพม่าที่มีกฎหมายต่อต้านรักร่วมเพศซึ่งมีชื่อว่า “Unnatural offense” มาตราที่ 377 ตามกฎหมายนี้บุว่ารักร่วมเพศเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

แต่ในปัจจุบัน กฎหมายนี้ไม่ได้นำมาบังคับใช้ในทางปฏิบัติหรือจับกุมกลุ่มรักร่วมเพศ แต่ถูกนำมาใช้ทางอ้อมโดยรัฐบาลทหารมีนโยบายห้ามเผยแพร่การแสดงออกของกลุ่มรักร่วมเพศทางสื่อของรัฐ แต่อนุญาตให้จัดการแสดงคาบาเรต์โชว์ตามสถานบันเทิงหรือเมืองเล็กๆได้
เทศกาลสำคัญที่กลุ่มชายรักชาย

โดยเฉพาะสาวประเภทสองสามารถแสดงออกความเป็นหญิงได้อย่างเปิดเผย คือ เทศกาลบูชานัตกะตอว์ที่เมืองตองพะโย่ง (Taung Pyone) ทางเหนือของเมืองมัณฑะเลย์เพราะเป็นเทศกาลบูชาคู่ครอง(partner) ของ “นัต” ซึ่งเป็นเทพเจ้าเพศชายที่มีชื่อเสียงมากที่สุดตนหนึ่งในพม่า

บรรดาชายรักชายจะพากันไปร่วมงานนี้เพราะสามารถร้องเล่นเต้นระบำในแบบของผู้หญิงได้เต็มที่

ส่วนบุคคลทั่วไปก็นิยมไปร่วมงานนี้เช่นกันเพราะเป็นเทศกาลบูชา “นัต” ที่ใหญ่ที่สุดในพม่าและจัดเป็นประจำในช่วงเดือนกันยายนของทุกปี

ทว่าในชีวิตประจำวัน สังคมพม่าโดยส่วนใหญ่มองกลุ่มรักร่วมเพศไม่ว่าจะเป็นหญิงรักหญิงหรือชายรักชายด้วยท่าทีรังเกียจหรือกีดกันไม่ให้เข้าร่วมสังคมกับคนทั่วไป

หน่อคำบอกว่า

“อันที่จริงคนพม่าเป็นสังคมที่รักความยุติธรรมและไม่ชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่า แต่สำหรับกลุ่มรักร่วมเพศแล้ว พวกเขากลับเพิกเฉยเมื่อเราถูกรังแก รัฐบาลปฏิบัติ
กับพวก เราเหมือนไม่มีตัวตน และมองว่าพวกเราเป็นเชื้อโรคน่ารังเกียจ เช่น เรียกโรคเอชไอวี/เอดส์ว่า โรคเกย์”

ผลจากการถูกเพิกเฉยทางสังคมรวมทั้งรัฐบาลไม่มีนโยบายส่งเสริมความรู้ป้องกันโรคเอชไอวี/เอดส์ให้กับประชาชนทำให้กลุ่มรักร่วมเพศเสียชีวิตจากโรคนี้เป็น
จำนวนไม่น้อย

ปาป๊าเล่าว่า เพื่อนของเธอหลายคนปัจจุบันเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ไปแล้ว ส่วนคนที่ยังมีชีวิต อยู่ก็พยายามจะใช้ถุงยาง อนามัย แต่ด้วยรายได้ที่ต่ำ การซื้อถุงยางอนามัยมาใช้ทุกครั้งจึงเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก

ด้วยเสรีภาพที่มากกว่าในพม่า ทำให้ปัจจุบันกลุ่มชายรักชาย นิยมเดินทางทำงานในเมืองไทยกันมากขึ้น เพราะนอกจากจะได้แสดงออกตามที่หัวใจเรียกร้องแล้ว หลายคนยัง มีรายได้จากการประกอบอาชีพแต่งหน้าทำผมซึ่งเป็นอาชีพถนัดของสาวประเภทสองจนสามารถเลี้ยงตนเองและส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวได้ และปรับปรุงรูปโฉมให้เป็นหญิงสาวผู้งดงามมากขึ้น ดังเช่น เจ้าของร้านทำผมแถวตลาดกุ้งคนหนึ่งซึ่งเพิ่งเก็บเงินสี่หมื่น บาทเพื่อเสริมหน้าอกตนเองจนเป็นที่อิจฉาในหมู่กะเทยพม่าเป็นอันมาก
เพราะโดยส่วนใหญ่ไม่มีใครสามารถเก็บเงินได้มากขนาดนี้

แต่ไม่ว่าจะเก็บเงินได้มากขนาดไหน มีเสรีภาพมากเพียงใด หลายคนก็ยังอยากกลับ ไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่บ้านเกิดหากเพียงสังคมยอมรับในสิ่งที่พวกเขาเป็น

“ฉันคิดถึงพ่อแม่มากก็จริง แต่ถ้ากลับไปในสภาพผู้หญิง โดยที่ท่านยังรับไม่ได้ ฉันขออยู่ที่นี่ต่อไปเรื่อยๆดีกว่า เพราะฉันไม่อยากเห็นพวกท่านเสียใจ ขณะเดียวกัน
ฉันก็ปกปิดตัวเองให้กลับไปเป็นผู้ชายไม่ได้อีกเหมือนกัน”

มะเอ บอกถึงความทุกข์ทรมานใจที่มีอยู่ข้างใน และเฝ้าหวังว่าพ่อแม่ของเธอจะยอมรับ ในสิ่งที่เธอเป็นและได้กลับไปเห็นหน้าพวกท่านอีกสักครั้ง

ก่อนที่ท่านจะลาจากโลกนี้ไป.

———————————————————

เทศกาลบูชานัตต่องปะโยง รวมพลสาวประเภทสอง

เทศกาลบูชา “นัต” ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในพม่า คือ นัตสองพี่สองที่เมืองต่องปะโยง
(Taung Pyone) ตามตำนานเล่าว่า นัตชเวพีญจีและชเวพีญแง

สองพี่น้องเกิดในสมัยพระเจ้าอโนรธา เป็นบุตรของพยะตะผู้มีอิทธิฤทธิ์เหนือมนุษย์กับ
นางแมวรรณ นางไม้ผู้ดูแลภูเขาโปปา(Popa) หรือภูเขามหาคีรี ทั้งคู่เคยเป็นคนโปรด
ของพระเจ้าอโนรธา

วันหนึ่งได้ตามเสด็จไปยังเมืองคันธาลราชเพื่ออัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากจีนพระองค์สั่ง
ให้ผู้ตามเสด็จขนอิฐคนละแผ่นเพื่อสร้างเจดีย์ “สมปรารถนา”

แต่สองพี่น้องกลับเถลไถล

เมื่อถึงเวลาฉลองพระเจดีย์ พระเจ้าอโนรธาทอดพระเนตรเห็นช่องว่างอันเกิดจากอิฐ
สองแผ่น ที่สองพี่น้องมิได้นำมาเติมให้เต็ม จึงสั่งประหารชีวิตสองพี่น้องทันที

วิญญาณของสองพี่น้องได้ติดตามไปขอขมาพระเจ้าอโนรธาจนท่านให้อภัยและ
อนุญาตให้ดูแลเมืองต่องปะโยง

ทั้งสองจึงกลายเป็นนัตที่ชาวบ้านให้ความนับถือและจัดพิธีบวงสรวงอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี
เทศกาลบูชานัตสองพี่น้องจะจัดขึ้นในเดือนกันยายนเป็นเวลานานนับสัปดาห์
ภายในงานจะมีการเข้าทรง ร่ายรำ และดื่มสุรากันอย่างเต็มที่

โดยผู้เข้าทรงส่วนมากเป็นผู้หญิงหรือกะเทยซึ่งเชื่อว่าเป็นคู่ครอง(partner) ของนัต
เรียกว่า “นัตกะต่อ” (nat kadaw)

ด้วยเหตุนี้บรรดากระเทยหรือสาวประเภทสองในพม่าจึงนิยมเดินทางไปร่วมงานนี้กันมาก
สำหรับชายจริงหญิงแท้ก็นิยมไปร่วมงานนี้เช่นกันเพราะเป็นนัตสำคัญที่ประชาชนให้
ความเคารพนับถือ
———————————————————

แหล่งข้อมูล
หนังสือ “ความเชื่อเรื่องนัต (Nat) ในสังคมพม่า” โดย ณัฏฐวี ทศรส
รายงานวิจัยโครงการพม่าศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล
บทความเรื่อง “Festival Time at a Nat shrine” จาก นิตยสาร Irrawaddy
ฉบับเดือน August – September 2004

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>