บันทึกการแต่งงานครั้งประวัติศาสตร์ 2004

gay marrige history

ศุกร์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗

“ผมแต่งงานแล้วนะ” รัสตี้เดินเข้ามาประกาศในครัวของโบสถ์ชาวสายรุ้ง ที่ฉันและเขามาช่วยกันทำอาหารแจกฟรีให้คนยากจนและคนไร้ที่อยู่อาศัย เมื่อได้ฟังครั้งแรกฉันนึกว่าเขาพูดล้อเล่น ก็เกย์ที่ไหนจะมีสิทธิแต่งงานในประเทศนี้ได้ล่ะ กฎหมายของสหรัฐปิดช่องไว้แต่โดยสิ้นเชิง ยิ่งมีจอร์จ บุชเป็นประธานาธิบดีด้วยแล้วคงเป็นไปไม่ได้แน่นอน แต่คำสนทนาของชาวเกย์อื่น ๆ ในครัวเรื่อง การแต่งงาน ทำให้ฉันรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดาเกิดขึ้นในเมืองซานฟรานซิสโก

บิล หนุ่มน้อยหน้าหวานเห็นฉันทำหน้างงงวยเลยเดินเข้ามาอธิบายให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น บิลเล่าว่าผู้ว่าการเมือง ซานฟรานซิสโก เกวิน นิวซัม ที่เพิ่งได้รับเลือกเข้ามาใหม่ ประกาศว่าตั้งแต่วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ เมืองจะเริ่มทำการแต่งงานให้คู่รักเพศเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ผิดกฎหมายแต่งงานของรัฐแคลิฟอร์เนียที่อนุญาตให้เฉพาะผู้ชาย และผู้หญิงแต่งงานกันได้เท่านั้น

ดังนั้น เลยมีชาวสายรุ้งไปเข้าคิวต่อแถวแต่งงานที่หน้าที่ว่าการเมืองกันหลายร้อยคู่ รัสตี้และแฟนของเขา ก็เป็นหนึ่งในคู่รักที่แต่งงานกันเมื่อวานนี้ที่ที่ว่าการเมือง ฉันได้ฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้นอย่าง บอกไม่ถูก รัสตี้เดินเข้ามาหาฉันพร้อมกับโชว์ใบทะเบียนสมรสที่เป็นชื่อของเขาและแฟนหนุ่ม แล้วยังอวดแหวนแต่งงาน ที่นิ้วนางซ้ายให้พวกเราได้ชื่นชม อีกสักพัก แฟนของเขาก็เดินเข้ามาในครัว รัสตี้แนะนำแฟนต่อหน้าทุกคนว่า “นี่สามีผมครับ”

การกระทำของรัสตี้ทำให้ฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ แน่นอนว่าการกระทำ ของเมืองซานฟรานเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และย่อมต้องมีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยทำการฟ้องร้อง ฉันถามรัสตี้ว่า แล้วเขาจะทำอย่างไรต่อไป รัสตี้ตอบว่า “พรุ่งนี้ผมจะบินไปฮันนีมูนที่ฮาวาย ๒ อาทิตย์” เขาตอบโดยไม่ใยดีต่อ การฟ้องร้องที่จะต้องเกิดขึ้นแน่ ๆ เขาก็คงเป็นเช่นเดียวกับคู่รักหญิงชายทั่ว ๆ ไป ที่เมื่อแต่งงานเสร็จ ก็ต้องการเฉลิมฉลองความรัก “ผมรักแฟนผมครับ” เขากล่าวกับเพื่อนเกย์คนอื่น ๆ ในครัว

ฉันรู้สึกยินดีและซาบซึ้งไปกับคำพูดของรัสตี้ เขาอยู่กับแฟนมา ๗ ปีแล้ว เพิ่งจะเมื่อวานนี้เองที่เขา สามารถ แต่งงานอย่างเป็นทางการได้ ใช่แล้ว เราชาวสายรุ้งก็เป็นมนุษย์ที่มีความสามารถที่จะรักเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ แต่ด้วยเพราะมายาคติของสังคมทำให้เราไม่ได้รับสิทธิในการแต่งงาน ฉันนึกถึงมายคติที่ว่าเกย์นั้นชอบมั่ว แล้วก็นึกขำและทั้งอิดหนาระอาใจว่า พอเกย์ต้องการจะแต่งงาน ต้องการจะมีพันธะสัญญากับคนรัก ต้องการ จะประกาศ ต่อหน้าทุกคนว่าเขาจะรับคู่รักของเขาเป็นคู่ชีวิตไปตลอด ก็กลับถูกกีดกัน ถูกหาว่าเป็นพวกโรคจิต เป็นพวกวิปริตบ้าง มายาคติมันช่างทำงานปิดหูปิดตาคนได้ดีเหลือเกิน
ประเด็นเรื่องการแต่งงานของชาวสายรุ้งในอเมริกาฮอทมากมาตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เมื่อศาลของ รัฐแมสซาชูเสทสั่งให้รัฐดำเนินการแต่งงานให้กับคู่รักเพศเดียวกันภายในเดือนพฤษภาคมปีนี้ คำตัดสิน ของศาลเช่นนี้ถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของขบวนการเกย์และเลสเบี้ยนในสหรัฐเลยทีเดียว แต่ขณะที่ผู้คนใน รัฐแมสซาชูเสทกำลังถกเถียงว่าจะดำเนินการแต่งงานอย่างไร รวมทั้งมีฝ่ายต่อต้านที่พยายาม จะฟ้องให้คำสั่งศาล เป็นโมฆะ เมืองซานฟรานซิสโกกลับประกาศอนุญาตให้ชาวสายรุ้งมาแต่งงานได้โดยไม่มีวี่แววใด ๆ มาก่อนหน้านี้เลย

เกวิน นิวซัมเองเมื่อตอนหาเสียงขณะสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าการเมือง ก็ไม่ได้มีทีท่าจะสนับสนุนการแต่งงาน
ของคนรัก เพศเดียวกันแต่ประการใด นี่เป็นสิ่งที่ทำให้หลาย ๆ คนประหลาดใจและตั้งข้อสงสัยว่าจะมีเหตุผลทาง การเมืองใด ๆ แอบแฝงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ฉันก็รู้สึกอดไม่ได้ที่จะชื่นชมเจ้าหน้าที่เมืองซานฟรานซิสโกที่ตัดสินใจทำการแต่งงานอย่างกล้าหาญ
ขบวนการเกย์และเลสเบี้ยนในอเมริกานั้นต่อสู้เรื่องสิทธิในการแต่งงานมานานเหลือเกินแล้ว ถึงเวลาที่เราจะ ได้ฉลองความสำเร็จกันบ้าง และถ้าจะมีการแต่งงานเกย์และเลสเบี้ยนเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในอเมริกา ฉันก็เห็น ว่าไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าเมืองซานฟรานซิสโก ที่เป็นดั่งเมืองหลวงของชาวสายรุ้งในอเมริกาอีกแล้ว

ฝ่ายคัดค้านกำลังทำงานอย่างหนักที่จะหยุดยั้งการแต่งงานของชาวสายรุ้งให้ได้ เมื่อวานนี้พวกเขาไปร้องเรียนต่อศาล เพื่อให้ศาลออกคำสั่งระงับการแต่งงาน แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ต้องใช้เวลาพิจารณาอย่าง รอบคอบ ศาลจึงยังไม่สั่งระงับการแต่งงาน และบอกให้ฝ่ายคัดค้านกลับมาใหม่ในวันอังคาร

วันนี้เป็นวันศุกร์แล้ว ฉันคิดเอาเองในใจว่า วันเสาร์อาทิตย์และวันจันทร์เป็นวันหยุดราชการ ที่ว่าการเมืองคง ปิดทำการ แล้วก็คงไม่มีการแต่งงานกันอีก

เสาร์ที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ วันวาเลนไทน์

“เขายังแต่งงานกันอยู่นะ จะแต่งตลอดวันหยุดจนถึงวันอังคารที่คำสั่งศาลจะมา” ซูซี่ แฟนของเจ้าของบ้านที่ฉันเช่า อยู่กล่าวอย่างตื่นเต้น เธอเล่าภาพประทับใจในหนังสือพิมพ์ที่หนุ่ม เกย์สองคนอุ้มลูกน้อยในอ้อมกอดขณะ ทำพิธีการ แต่งงาน น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความตื้นตันและยินดี “เมืองซานฟรานซิสโกจะนิยามกฎหมายการแต่งงานใหม่ ผู้ว่าการเมืองจะต่อสู้ในชั้นศาลเพื่อให้สิทธิชอบธรรมกับคู่แต่งงานเพศเดียวกัน โดยอ้างหลักการรัฐธรรมนูญ ของรัฐ ที่ให้สิทธิเสมอภาคแก่คนทุกคน แต่ฝ่ายต่อต้านบอกว่านี่เป็นภาวะอนาธิปไตยทางกฎหมายที่เกิดขึ้นใจกลางเมือง” เธอเล่าข้อมูลที่ได้มาจากหนังสือพิมพ์เช้าวันนั้น

อนาธิปไตยหรือ ฉันกลับมองว่านี่เป็นการรักษาประชาธิปไตยที่มีหลักการพื้นฐานอยู่บนความเท่าเทียมกันของประชาชนทุกคน การกีดกันไม่ให้สิทธิการแต่งงานแก่คนบางกลุ่มต่างหากที่เป็นการกระทำอันขัดต่อหลักประชาธิปไตย นี่เป็นการต่อสู้ ด้วยสันติวิธีที่เรียกว่าการดื้อแพ่ง ซึ่งก็คือไม่ยินยอมทำตามหรือละเมิดกฎหมายที่ไม่ยุติธรรม เพื่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกกฎหมายเหล่านั้น

นี่เป็นวิธีหนึ่งที่คานธีใช้ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชาวอินเดียให้เป็นอิสระจากอังกฤษ และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ใช้เพื่อเรียกร้อง สิทธิอันเท่าเทียมของคนผิวดำในสหรัฐ

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เราเห็นแล้วว่าพลังการต่อสู้ของประชาชนนั้นสามารถ เปลี่ยนแปลงกฎหมาย อันไม่ชอบ ธรรมได้ วันนี้ ที่เมืองซานฟรานซิสโก จะเป็นอีกวันที่พิสูจน์พลังของประชาชน และจะเป็นอีกวันที่ประวัติศาสตร์ ต้องจารึกไว้

แล้วฉันจะพลาดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ไปได้อย่างไร

ฉันรีบบึ่งจักรยานคู่ใจมุ่งหน้าไปหน้าที่ว่าการเมือง ผู้คนหลายร้อยคนยืนเข้าแถวรอคิวแต่งงานกันอย่างยาวเหยียด บางคนมาในชุดแต่งงานพร้อมสรรพ บางคนดูท่าจะไม่ได้มีเวลาเตรียมหาชุดแต่งงานแต่อย่างใด เพราะผู้ว่าการ เมืองไม่ได้ประกาศอนุญาตการแต่งงานล่วงหน้ามาก่อน เพื่อไม่ให้ฝ่ายคัดค้านได้มีเวลาฟ้องศาลให้ระงับการแต่งงาน หลาย ๆ คน เป็นญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่มาร่วมยินดีกับคู่แต่งงาน หลาย ๆ คู่พาลูก ๆ มาเป็นสักขีพยานด้วย หลายคนไม่ได้มากับคู่แต่มาเพื่อเป็นกองเชียร์อยู่หน้าประตูที่คู่แต่งงานจะต้องผ่านเข้าไปและคู่ที่แต่งงานเรียบร้อยแล้ว จะผ่านออกมา

ฉันดูแล้วรู้สึกสนุกจึงเข้าไปร่วมเชียร์กับเขาด้วย บรรยากาศคึกคักไปด้วยความชื่นชมยินดี มีคนมาเดินแจกขนม ให้คู่แต่งงาน บ้างก็เล่นดนตรีบรรเลงเพลงวิวาห์ บ้างก็ยืนถือป้ายสนับสนุนการแต่งงานของชาวสายรุ้ง บรรดารถที่ผ่าน ไปมาบนท้องถนน ต่างบีบแตรเป็นสัญญาณแสดงความยินดีและให้การสนับสนุน

คู่ที่แต่งเสร็จแล้วบางคู่ขับรถผ่านมาด้านหน้าอีกครั้งเพื่อโชว์ใบทะเบียนสมรสให้พวกเราดู มีคู่หนึ่งโชว์ใบทะเบียน สมรส แล้วตะโกนออกมาว่า “เรารอมา ๒๔ ปีแล้ว!!!”

พวกเราก็โห่ร้องแสดงความยินดีให้กับเขา ฉันว่าเมื่อได้เห็นคู่ แต่งงานอื่น ๆ ออกมาพร้อมใบทะเบียนสมรส คงทำให้พวกที่ยังต้องรออยู่ในแถวอีกหลายชั่วโมงมีกำลังใจรอกันต่อไป

บรรยากาศอย่างนี้ทำให้ฉันรู้สึกตื้นตันเปี่ยมไปด้วยความยินดี ฉันหยิบแว่นกันแดดออกมาใส่ ไม่ใช่เป็นเพราะต้องการ กันแสงแดดในฤดูหนาวที่อยู่ ๆ ก็สาดแสงแรงจนทำให้อากาศที่เย็นยะเยือกอบอุ่นขึ้นมากะทันหัน หากแต่เป็นเพราะ ฉันรู้สึกอายที่จะให้ใครเห็นน้ำตาแห่งความตื้นตัน

“แฟนเธออยู่ไหน” ลุงที่เป็นหนึ่งในกองเชียร์ข้าง ๆ ถามขึ้นมา ฉันมองลุงที่อายุอานามสักหกสิบกว่า ๆ แล้วตอบว่า “อยู่เมืองไทย” ลุงทำหน้าเบ้เหมือนกับจะบอกว่าเสียใจด้วยที่ไม่ได้มาร่วมแต่งงานกับเขา ฉันได้แต่หัวเราะ “แล้วแฟนลุงอยู่ไหนล่ะ” ฉันถามกลับบ้าง “ตายไปสิบปีแล้วล่ะ” ฉันทำหน้าเศร้า

อยากจะบอกลุงว่าฉันเสียใจด้วยที่ลุงไม่มีโอกาสแต่งงานเช่นกัน “แต่เราก็มีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตั้ง ๒๕ ปีนะ” ลุงว่าแล้วก็หัวเราะอย่างมีความสุข หันกลับไปส่งเสียงเชียร์บรรดาคู่แต่งงานต่อไป สาวน้อยอีกคน เข้ามาร่วม เชียร์กับพวกเรา เธอโชว์รูปพิธีแต่งงานในที่ว่าการเมืองจากกล้องดิจิตอลให้ฉันกับลุงดู แล้วก็บอกว่าเรา สามารถ เข้าไปข้างในร่วมเป็นสักขีพยานการแต่งงานได้นะ ลุงไม่รอช้าเรียกฉันให้ตามเข้าไปในที่ว่าการ

เราผ่านด่านตรวจของ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่ด้วยความที่ฉันมีกระเป๋าเป้สัมภาระรุงรัง เลยเสียเวลานาน กว่าลุงที่มีเพียงตัวเปล่า กว่าจะผ่านด่านได้ลุงก็หายลับไปท่ามกลางฝูงคนเสียแล้ว ฉันเลยออกเดินดุ่ม ๆ หาที่ๆ เขาทำการแต่งงานแต่เพียงคนเดียว

ที่ว่าการที่ดูใหญ่โตโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ของเมืองซานฟรานดูเล็กไปถนัดตา ด้วยจำนวนผู้คนมากมายที่มารอแถว แต่งงาน ทั้งญาติมิตร ผู้สังเกตการณ์ นักข่าว เจ้าหน้าที่เมืองและอาสาสมัครที่ทางเมืองระดมมาเพื่อทำการ แต่งงานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนคำสั่งศาลจะมา คู่แต่งงานมากันเยอะมากอย่างเป็นประวัติการณ์ จนทำให้ต้องใช้ที่ว่างตามระเบียงทุกชั้นทำพิธี

ฉันเดินฝ่าฝูงคนขึ้นลิฟท์ไประเบียงชั้น ๔ มีเจ้าหน้าที่อยู่ประมาณ ๕ คน ประจำอยู่ที่ระเบียงทำพิธีแต่งงานไป
พร้อม ๆ กัน คู่แต่งงานคู่แรกที่ฉันเห็นคือ หนุ่มจีนและหนุ่มฝรั่งที่เพิ่งจะทำพิธีเสร็จสิ้น หนุ่มจีนเดินเข้าไปกอดแม่ ของตนแล้วร้องไห้ด้วยความยินดี แม่ของเขาก็ร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของลูกชาย ทั้งน้องสาวและพ่อของหนุ่มนั้น ต่างร่ำไห้ ฉันไม่อายอีกต่อไปที่จะปล่อยให้น้ำตาแห่งความปิติหลั่งออกมาท่วมท้นใบหน้า

ฉับแอบเหลือบดูบรรดากองเชียร์ที่อยู่ข้าง ๆ แต่ละคนก็ตาแดง ๆ กันทั้งนั้น มีฝรั่งกองเชียร์คนหนึ่งเดินเข้ามาคุย กับฉัน เธอบอกว่ารู้สึกซาบซึ้งจัง ฉันบอกว่า ฉันก็เหมือนกัน เธอถามฉันว่าเป็นญาติกับคู่นี้รึเปล่า ฉันบอกว่าเปล่า หรอก แล้วก็นึกขำในใจ ฉันคงร้องไห้มากและหน้าตาก็จีนแท้ เธอคนนี้เลยคิดว่าฉันเป็นญาติพ่อหนุ่มนั้น มันคงเป็น ความรู้สึกร่วมในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ที่ยินดีเมื่อเห็นคนอื่นมีความสุข และในฐานะชาวสายรุ้ง ซึ่งเรารู้กันดีว่า ความสุขจากการแต่งงานอย่างเป็นทางการของคนรักเพศเดียวกันนั้นหาได้ยากยิ่งนัก นี่เป็นเพียงคู่แรก เท่านั้น

ฉันเป็นสักขีพยานการแต่งงานให้กับอีกหลายสิบคู่ ในเวลา ๓ ชั่วโมงที่อยู่ที่นั่น ส่วนใหญ่แล้วคู่แต่งงานจะสูงวัย มีเป็นจำนวนน้อยที่เป็นวัยรุ่น เท่าที่ฉันถามดูแต่ละคู่จะอยู่ด้วยกันเกินสิบปีขึ้นไปทั้งนั้น

คู่หญิงรักหญิงคู่หนึ่งพา ลูกหกคนมาร่วมพิธี อีกคู่เพิ่งมีลูกน้อยด้วยกัน คู่เกย์หลายคู่ก็พาบรรดาลูก ๆ มาด้วย ในพิธีแต่งงานฉันฟังแต่ละคู่ให้คำสัญญาต่อกันและกันว่า ไม่ว่าจะในยามทุกข์ยามสุข ยามโศกเศร้าหรือยินดี เขาจะอยู่เคียงข้างกันไปจนตลอดชีวิต

คำสัญญานี้ทำให้ทั้งผู้เอ่ยคำสัญญาและผู้ที่ร่วมเป็นสักขีพยานซาบซึ้งจนไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้ พิธีของ แต่ละคู่จบลงเมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศว่า ทั้งสองเป็นคู่สมรสที่จะอยู่ร่วมกันไปตลอดชีวิต ด้วยการรับรอง ของเมือง ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ถึงตอนนี้แหละบรรดากองเชียร์จะปรบมือเปล่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี

ฉันเองเกิดไม่ทันขบวนการปลดปล่อยทาสผิวดำ เกิดไม่ทันขบวนการเรียกร้องสิทธิของคนดำ ไม่ทันขบวนการ ผู้หญิงที่เรียกร้องให้ได้รับสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง หรือได้รับโอกาสเท่าเทียมในการศึกษา แต่วันนี้
ทั้งน้ำตาและเสียงโห่ร้องยินดีพอจะทำให้ฉันรับรู้ว่าความรู้สึกของคนที่ได้สัมผัสกับอิสรภาพนั้นเป็นเช่นไร

ฉันได้เป็นสักขีพยานต่อประวัติศาสตร์ที่พวกเรา ชาวสายรุ้ง เป็นผู้จารึก เป็นพวกเราที่สร้างนิยามความหมายใหม่ของความรักและครอบครัว เป็นพวกเราที่ปลดปล่อยตัวเองจากความอยุติธรรมของกฎหมาย เป็นพวกเราที่ลุกขึ้นมาลบอคติเรื่องความรักของคนเพศเดียวกัน

การแต่งงานของเราเป็นการประกาศว่าเราก็มีความรักและสามารถมีครอบครัวได้เช่นเดียวกับมนุษย์คนอื่น ๆ
ขณะที่ฉันเดินกลับออกมานอกถนน ยังมีผู้ต้องการจะแต่งงานอีกสามร้อยกว่าคู่ยืนเข้าแถวรออยู่ด้านหน้า ผู้คนที่ ได้ข่าวเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ บ้างก็ขับรถมาไกลถึงจากฟลอริดาโดยใช้เวลาสองวันเต็ม บางคน ยังไม่มี ที่พักต้องหอบหิ้วกระเป๋าเดินทางมาเข้าคิวด้วย เจ้าหน้าที่เมืองออกมาประกาศว่าวันนี้เราต้องปิดทำการแล้ว ขอให้แต่ละคู่รับบัตรคิวแล้วกลับมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น ไม่มีเสียงแสดงความผิดหวังหรือคำบ่นใด ๆ

จากผู้ที่ยืนเข้าคิวมาแล้วหลายชั่วโมง พวกเขารอกันมานานหลายต่อหลายปีแล้ว เพียงรออีกหนึ่งวันจะเป็นไรไป ฉันเองก็จะกลับมาเป็นกองเชียร์ให้พวกเขาเหมือนเดิมในวันพรุ่งนี้

วันวาเลนไทน์ปีนี้ คงมีคู่แต่งงานใหม่หลายร้อยคู่ที่ได้เฉลิมฉลองกันอย่างมีความสุข สำหรับฉัน นี่เป็นวันวาเลนไทน์ที่ฉันมีความสุขที่สุดในชีวิต

อาทิตย์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ เมฆหมอกปกคลุมเมืองแต่เช้า ฉันอ่านหนังสือพิมพ์ที่ลงสัมภาษณ์ของผู้ว่าการเมือง เกวิน นิวซัม ซึ่งไขข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใดจู่ ๆ จึงลุกขึ้นมาแต่งงานให้ชาวสายรุ้ง เขาเล่าว่าเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ขณะที่ฟังคำปราศรัยของประธานาธิบดี จอร์จ บุช ซึ่งกล่าวว่า ถ้าจำเป็น เขาจะทำให้การแต่งงานระหว่างคนรักเพศเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายโดยสิ้นเชิง ขณะที่นั่งฟัง นิวซัมคิดว่านั่นเป็นการละเมิดหลักรัฐธรรมนูญ เพราะไปจำกัดสิทธิของชาวเกย์และเลสเบี้ยน เขาเกิดไอเดียว่า เขาอยากจะดำเนินการแต่งงานที่เมืองซานฟราน

หลังจากนั้นไม่นานเขาจึงโทรปรึกษากับหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของเมืองซึ่งเป็นเกย์ ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เจ้าหน้าที่คนนั้นรู้สึกตื่นเต้นและพร้อมจะดำเนินการ ตัวเขาเองก็มีความฝันในชีวิตที่อยาก จะแต่งงานและอยาก ใช้ชีวิตครอบครัวอยู่แล้ว

ทั้งสองจึงดำเนินการจัดประชุมเจ้าหน้าที่เมือง เตรียมความพร้อมด้านการจัดพิธีและด้านการต่อสู้ทางกฎหมาย พวกเขาเปลี่ยนคำพูดในแบบฟอร์มทะเบียนสมรสให้ใช้คำที่เป็นกลาง ไม่ใช่คำว่าสามี ภรรยา ซึ่งจำกัดให้เฉพาะ เป็นการแต่งงานระหว่างหญิงชายเท่านั้น

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว พวกเขาก็ทำการคัดเลือกว่าจะแต่งงานให้กับใครเป็นคู่แรกดี ในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกคู่รัก หญิงรักหญิง เดล มาร์ติน อายุ ๘๓ ปี และ ฟิลลิส ไลออน อายุ ๗๙ ปี ทั้งสองฉลองครบรอบ ๕๑ ปี ของการ ใช้ชีวิตคู่ในวันวาเลนไทน์ปีนี้ ทั้งคู่เป็นผู้ต่อสู้เรื่องสิทธิของขบวนการเกย์และเลสเบี้ยนมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก แม้จะไม่คาดคิดมาก่อนว่าในชีวิตจะมีโอกาสเช่นนี้ ทั้งคู่ตอบรับคำเชิญของเมือง

ในพิธีแต่งงานทั้งสองต้องกรอกข้อมูลเกี่ยวกับพ่อแม่ของตน ซึ่งก็ต้องทำให้คุณยายทั้งสองคิดหนัก เพราะจำ ข้อมูลไม่ได้แล้ว แหวนที่ต้องแลกกันในพิธีแต่งงานก็ไม่มีเวลาเตรียม ต้องไปหยิบยืมมาทำพิธี

ภาพของคุณยายในพิธีแต่งงานปรากฏอยู่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ในเช้าวันถัดมา หลาย ๆ คนที่มาร่วมพิธีร้องไห้ ด้วยความตื้นตันใจ

ฉันโทรศัพท์ตามตัวเพื่อนคนไทยแต่เช้า พูดโน้มน้าวจนเพื่อนอยากไปร่วมเป็นกองเชียร์ด้วยกัน เมื่อเราไปถึงยังมี คนจำนวนมาก แต่น้อยกว่าเมื่อวานรอคิวอยู่ด้านหน้า เจ้าหน้าที่เมืองให้บัตรคิวสำหรับวันนี้ไปหมดแล้ว แต่พวกเขา ยังรออยู่เพราะหวังว่าอาจจะมีโอกาสได้บัตรคิวเพิ่ม วันนี้เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในที่ว่าการ บรรดากองเชียร์เลยปักหลักอยู่ด้านหน้า รอแสดงความยินดีกับคู่สมรสที่เดินออกมาหลังจากเสร็จพิธีและ ได้ใบ ทะเบียนสมรสแล้ว

บรรยากาศยังคงคึกคัก มีนักข่าวมาทำข่าวมากมาย CNN ปักหลักรอสัมภาษณ์สดคู่แต่งงานใหม่ ฉันเห็นน้ำใจ ของบรรดากองเชียร์ที่เอาของมาแจกให้คู่แต่งงาน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รู้จักกันเลย

คุณป้าคนหนึ่งยืนแจกเค้กแต่งงานชิ้นเล็ก ๆ คุณป้าบอกว่า เค้กนี้ทำเองเมื่อคืนนี้เพื่อมาร่วมยินดีกับคู่สมรส แล้วคุณป้ายังเอากล้องโพลารอยด์มาถ่ายและแจกรูปให้คู่สมรสฟรีอีกต่างหาก ผู้หญิงอีกคนหอบช่อดอกกุหลาบ มาแจก อีกคนไปซื้อกลีบกุหลาบมาโปรย คนอื่น ๆ มีข้าวสารและปอปคอร์นไว้โปรยใส่คู่แต่งงาน ฉันเองทำป้าย แสดงความยินดีระบายเป็นสายรุ้งมายืนเชียร์กับเขาด้วย

คู่แต่งงานแต่ละคู่ดูมีความสุขเหลือเกิน บ้างก็ออกมาแล้วก็กอดกันกลม บางทีกองเชียร์ก็ตะโกนให้จูบกันหน่อย บ้างก็ออกมาโชว์ใบทะเบียนสมรส กองเชียร์ก็ตอบรับด้วยเสียงโห่ร้องกึกก้อง บ้างก็เอาแชมเปญมาเปิด บ้างก็อุ้มลูกจูงหลาน ที่ไม่มีลูกก็อุ้มหมาน้อยมาก็มี คู่แต่งงานมีหลากหลายเชื้อชาติ หลัก ๆ ก็เป็นคนผิวขาว รองมาก็เป็นคนเชื้อสายเอเชียและละตินอเมริกา มีแอฟริกันอเมริกัน หรือคนผิวดำบ้างแต่เป็นส่วนน้อย บรรดากองเชียร์ก็มีที่มาเป็นคู่ ๆ ยืนกอดกันกลม ทำหน้าเหมือนกับหวังว่าสักวันเราคงมีโอกาสแต่งกับเขาบ้าง

อีกฟากของถนนมีผู้คัดค้านมายืนถือป้ายต่อต้านการแต่งงาน ซึ่งเขาก็ยืนกันอยู่อย่างสงบ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ มาคอยคุมสถานการณ์อยู่ ก็เป็นธรรมดาของประเทศประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นที่แตก ต่างได้ได้ มีผู้ชายคนหนึ่งที่เห็นป้ายของฉันแล้วก็ตะโกนว่าพวกโรคจิต ผู้ชายอีกคนเดิน เข้ามาด่าว่าพวก เราเป็น พวกนำเชื้อเอดส์มาแพร่กระจาย ไม่มีใครตอบโต้อะไรเขา อคติของคนก็ยังคงมีต่อไปตราบใดที่ยังมีคน วันนี้เป็นวัน แห่งความชื่นชมของพวกเรา คงไม่มีใครอยากจะทำลายบรรยากาศด้วยการตอบโต้

ซึ่งฉันดูแล้วก็รู้ว่าทั้งสองคนที่ตะโกนนี้เต็มไปด้วยความเกลียดชังคนรักเพศเดียวกัน (Homophobia) จนไม่ได้มี จิตใจที่อยากจะเปิดรับฟังพวกเราแต่อย่างใด

ความเกลียดชังเช่นนี้เองที่ทำให้คนเราเห็นคนอื่นมีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าเรา แล้วเมื่อเราเห็น คนอื่นเป็น มนุษย์น้อยกว่าเราแล้วก็ง่ายนักที่จะเกิดการกดขี่ เลือกปฏิบัติและใช้ความรุนแรงต่อคนอื่น โครงสร้างของสังคม ที่คนมีอำนาจเป็นผู้กำหนดก็จะกลายเป็นโครงสร้างอันอยุติธรรมต่อผู้ที่เป็น “คนอื่น” สังคมจะสร้างมายาคติต่าง ๆ ขึ้นมามากมายเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกดขี่ มายาคติต่อชาวสายรุ้งก็เช่น

ความรักของเรามันไม่เป็นธรรมชาติ มีเพื่อนบางคนบอกกับฉันว่า บางทีเวลาที่เขาอกหัก คนอื่นจะบอกว่าสมควร แล้วเพราะมันผิดธรรมชาติ เพื่อนก็เจ็บอยู่แล้วเพราะการอกหัก ยังถูกมาทำให้เจ็บซ้ำสองเข้าไปอีก ถ้าเป็น คู่ผู้หญิงผู้ชายอกหัก คงไม่มีใครบอกว่าเป็นเพราะมันผิดธรรมชาติแต่อย่างใด ชาวสายรุ้งหลาย ๆ คู่เลย อยู่อย่างไม่เปิดเผยตัวเองเพื่อจะได้ไม่ต้องได้รับฟังคำพูดอันเจ็บปวดเช่นนี้

ถ้าจะเจ็บก็เจ็บคนเดียวดีกว่าถูกทำร้ายซ้ำสอง แต่ก็ไม่วาย บางคนยังถูกนินทาว่าเป็น “อีแอบ” เข้าไปอีก ชาวสายรุ้งอีกหลายต่อหลายคนถูกทำร้าย ถูกไล่ออกจากงาน ถูกปฏิเสธสิทธิต่าง ๆ อีกหลายคนถูกฆ่า เพียงเพราะว่าเรามีรักที่แตกต่าง

กรณีของพวกเราก็ไม่ต่างจากกรณีที่คนดำในประเทศนี้เคยถูกขายเป็นทาส ไม่ได้ถูกปฏิบัติอย่างเป็นมนุษย์ที่ เท่าเทียม หรือไม่ต่างจากชนพื้นเมืองหรือที่เราคุ้นเคยกันในนามของอินเดียนแดง ที่ถูกคนขาว ในยุคบุกเบิก ประเทศเข่นฆ่า ถูกล่าอย่างไม่ใช่มนุษย์ หรือในประเทศของเรา

บรรดากลุ่มชาติพันธุ์หรือชาวเขาก็ต้องประสบกับมายาคติ เช่นว่า ชาวเขาตัดไม้ทำลายป่า ชาวเขาค้ายา แล้วพวกเขาก็ถูกจำกัดสิทธิในการเป็นคนไทยหรือในการถือครองที่ทำกินไปโดยปริยาย

สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมา อากาศเย็นยะเยียบ อีกฟากของถนน ผู้คัดค้านสลายตัวกันไปหมดแล้ว กองเชียร์และผู้ที่มาเข้าคิวแต่งงานยังคงปักหลักรออยู่ต่อไป ร่มและเสื้อฝนหลากหลายสีถูกนำออกมาใช้ เติมแต้มสีสันให้กับบรรยากาศหม่น ๆ ของท้องฟ้า ฉันและเพื่อนไม่มีทั้งเสื้อฝนและร่ม เราตัวเปียกไปหมด แต่ใจก็อยากอยู่เชียร์เป็นกำลังใจให้คู่แต่งงานต่อไป เรายื้อเวลากลับออกไปเรื่อย ๆ “อีกคู่นะ” “อีกคู่น่า” แต่ในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้ต่อความหนาวที่เย็นยะเยือกเข้าไปถึงปอด

ก่อนกลับเรายังออกเดินทักทายผู้ปักหลักรอแต่งงาน พวกเขารู้แล้วว่าวันนี้คงไม่ได้รับบัตรคิวแน่นอน หลายคู่ตัดสินใจ อยู่รอตลอดทั้งคืนท่ามกลางสายฝนเพื่อให้ได้แต่งงานแน่ ๆ ในวันรุ่งขึ้น สาวคนหนึ่งถือป้ายว่า “ตั้งแคมป์รอแต่งงาน”
ก่อนที่ฉันและเพื่อนจะกลับบ้าน เราเห็นคนกางเต้นท์ขึ้นมาบนสนามหญ้าหน้าที่ว่าการ เขาคงปักหลักอยู่กันทั้งคืนจริง ๆ “ทำไมถึงยากเย็นเช่นนี้หนอ กว่าที่เราจะได้รับสิทธิที่เราสมควรจะได้อยู่แล้ว” ฉันคิดในใจ

อย่างไรก็ตาม คืนนั้นฉันฝันดีมาก ฉันเห็นคนที่มีความทุกข์ยิ้มแย้มเบิกบานมีความสุขกันถ้วนหน้า

จันทร์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ฝนตกหนักตลอดคืน
พอฉันลืมตาตื่นขึ้นมา แวบแรกของความคิดก็คือพวกที่ยืนรอแต่งงานคงเปียกกันหมด วันนี้เพื่อนฉันล้มป่วย ตั้งแต่เช้าไปเป็นกองเชียร์ไม่ไหว ฉันเลยตัดสินใจอยู่บ้านทำการบ้าน แต่แล้วตอนบ่ายแก่ ๆ เพื่อนก็โทรกลับ มาบอกว่าดีขึ้นแล้ว ไปหาหมอฉีดยามาเรียบร้อย เราเลยฝ่าสายฝนไปหน้าที่ว่าการเมือง โดยไม่ลืมใส่เสื้อผ้า ให้อบอุ่นและกางร่มไปด้วย

ถึงฝนจะพรำเเต่บรรดากองเชียร์ก็ยังคงปักหลักส่งเสียงโห่ร้องต้อนรับคู่แต่งงานอยู่เหมือนเดิม เพื่อนฉันขนาด ป่วยยังส่งเสียงเชียร์กับเขาด้วยเรายืนอยู่สักชั่วโมงกว่าได้ เจ้าหน้า ที่เมืองก็ออกมากล่าวว่า “ท่านผู้มีเกียรติ
ทั้งหลาย ขอให้ปรบมือต้อนรับคู่แต่งงานคู่สุดท้ายของวันนี้ คู่ที่ ๘๔๕”

เราตะเบ็งเสียงต้อนรับหนุ่มคู่รักสองคนที่เดินออกมาอย่างดีใจสุดชีวิต พร้อมกับโชว์ใบทะเบียนสมรส เจ้าหน้าที่เมือง กล่าวขอบคุณบรรดากองเชียร์ และว่า ตามปกติแล้วพวกเขาทำการแต่งงานได้อย่างมากวันละ ๓๐ คู่ แต่วันนี้ทำได้ถึง นาทีละ ๑ คู่เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้

พวกเขายังต้องการแรงสนับสนุนจากพวกเราต่อไปในการต่อสู้ในชั้นศาล เราสามารถส่งจดหมาย สนับสนุนการ กระทำของเมืองไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในอนาคต

หลังจากนั้นบรรดากองเชียร์ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เพื่อนของฉันดูท่าจะหายป่วยเป็นปลิดทิ้ง สงสัยว่าจะเป็นผล แห่งมุทิตา- ยินดีเมื่อคนอื่นมีความสุข นั่นเอง พรุ่งนี้บรรดาผู้ต่อต้านจะไปยื่นฟ้องให้ศาลสั่งระงับการแต่งงาน ฉันคิดถึงคำของอาจารย์ที่สอนสันติวิธีให้ฉัน เธอบอกว่า เวลาที่เราปลดปล่อยตัวเองจากโซ่ตรวนแห่งการกดขี่นั้น เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเราเองเท่านั้น แต่เรายังปลดปล่อยผู้ที่กดขี่เราให้เป็นอิสระอีกด้วย ฉันได้แต่หวังว่าใน หัวใจของผู้ต่อต้านคงมีสักเสี้ยวหนึ่งที่จะรับรู้ได้ถึงความสุขอันเกิดจากอิสรภาพนั้น

อังคารที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ วันนี้ฉันไปเรียนตามปกติ
พอกลับบ้านมาฉันเจอหน้าเพื่อนบ้านสองคน ทั้งสองก็ไปแต่งงานมาเมื่อวานเหมือนกัน แต่ไม่ต้องไปรอคิวหรอกนะ มีเพื่อนใจดีไปยืนรอแทนให้ ฉันเลยถามข่าวคราวผลการตัดสินของศาลในวันนี้ เขาเล่าว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยม ๒ กลุ่ม ยื่นคำร้องต่อศาล ๒ ครั้งวันนี้ แต่ผู้พิพากษาทั้งสองคนยังไม่สั่งระงับการแต่งงาน ผู้พิพากษาคนหนึ่ง สั่งให้กลับ มาฟังคำพิพากษาในวันศุกร์ อีกคนสั่งให้นำสำนวนฟ้องกลับไปแก้ไขใหม่ เพราะใช้เครื่องหมายวรรคตอนไม่ถูกต้อง แล้วกลับมายื่นฟ้องใหม่วันที่ ๒๙ มีนาคม เพราะฉะนั้นการแต่งงานก็ยังคงดำเนินการต่อไป

ตั้งแต่วันพฤหัสบดีจนถึงวันนี้ เมืองซานฟรานซิสโกทำการแต่งงานให้คู่รักเพศเดียวกันไปแล้วมากกว่า ๒,๔๐๐ คู่ และยังมีคู่รักมายืนรอแต่งงานอย่างไม่ขาดสาย

ไม่มีใครรู้ว่าผลการต่อสู้ใน ศาลจะเป็นอย่างไร ถ้าเราแพ้ การแต่งงานก็ถือว่าเป็นโมฆะ ทุกคู่ที่มาแต่งงานก็รู้ดีว่าเรา มีสิทธิแพ้ได้ แต่พวกเขาก็ไม่สนใจ

บางคู่ให้สัมภาษณ์ว่าถึงจะเป็นโมฆะแต่ครั้งหนึ่งในชีวิตเขาก็ได้แต่งงานอย่างเป็นทางการแล้ว และไม่รู้ว่าจะ มีโอกาสเช่นนี้อีกหรือไม่ในชีวิต แต่ถ้าเราชนะและแก้กฎหมายได้ มันจะเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของขบวนการ เกย์และเลสเบี้ยน แม้ว่าจะไม่ชนะในครั้งนี้ แต่กฎหมายอันอยุติธรรมนี้จะต้องถูกแก้ไขอย่างแน่นอน ไม่วันใด ก็วันหนึ่ง ดังที่เกวิน นิวซัม ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เมื่อตอนที่เขายังเป็นเด็ก คนดำไม่มีสิทธิแต่งงานกับคนขาว แต่ถึงทุกวันนี้กฎหมายนั้นก็ถูกแก้ไขไปแล้ว เราต้องเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลง กฎหมายที่ไม่ยุติธรรม จึงจะเปลี่ยน แปลงได้

ถึงฝนจะยังตกพรำ ๆ ตลอดทั้งวัน แต่บรรดาดอกไม้ที่เบ่งบานสะพรั่งทั่วเมือง ก็เป็นสัญญาณ บอก ให้รู้ว่าฤด ูใบไม้ผลิใกล้จะมาถึงแล้ว การต่อสู้ของพวกเราจะยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางสายฝน และความงดงาม ของดอกไม้แห่งฤดูใบไม้ผลิ.

หลิน-รายงานจากซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>