พ่อแม่เพศไหนก็ไม่ต่างกัน: ผลสรุปจากงานวิจัยของนักกุมารเวชศาสตร์อเมริกัน

10418881_10154345972290093_4711320897399883582_n

พ่อแม่เพศไหนก็ไม่ต่างกัน: ผลสรุปจากงานวิจัยของนักกุมารเวชศาสตร์อเมริกัน

มื่อศาลสูงได้ยกประเด็นการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกันขึ้นมาพิจารณาเมื่อเดือนที่แล้ว ผู้พิพากษา Antonin Scalia ได้นำเสนอข้อถกเถียงของบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่อ้างว่าการมีผู้ปกครองเพศเดียวกัน (same-sex parents) เป็นผลร้ายต่อเด็กๆ

Scalia กล่าวว่า “นักสังคมวิทยาไม่ยอมรับเรื่องนี้เพราะมันจะส่งผลต่อเด็กๆที่อยู่ในครอบครัวพ่อแม่เพศเดียวกัน (single-sex family) ไม่ว่ามันจะเป็นการคุกคามเด็กๆเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม”

Benjamin Siegel ชี้ว่าข้อโต้แย้งของ Scalia ในข้างต้นนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ

Siegel เป็นศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์ เป็นผู้ร่วมทำงานวิจัยซึ่งได้ตีพิมพ์ในวารสารด้านกุมารเวชศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ก่อนหน้าการพิจารณาของศาลสูงราวหนึ่งสัปดาห์ เขาแย้งว่างานวิจัยในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมาได้ชี้ว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่เกย์นั้นมีพัฒนาการด้านต่างๆเป็นปกติ

“มีงานศึกษาจำนวนมากที่บ่งชี้ว่าสุขภาวะของเด็กๆเป็นผลจากความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับพ่อแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของความเป็นพ่อแม่ ความมั่นคงปลอดภัย รวมถึงบทบาททางสังคมและการเลี้ยงดูของครอบครัว มากกว่าเงื่อนไขจากเพศสถานะหรือเพศวิถีของพ่อแม่” Siegel เขียนรายงานการวิจัยชิ้นนี้ร่วมกับ Ellen Perrin ศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Tufts

จากการให้สัมภาษณ์เว็บไซต์ BU Today ซึ่งดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยบอสตัน Siegel ยอมรับว่างานวิจัยนี้ยังมีข้อจำกัดหลายประการเนื่องจากการศึกษาเหล่านี้ไม่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างทว่ามาจากผลการทดลอง อีกทั้งกลุ่มพ่อแม่เพศเดียวที่เป็นตัวอย่างในการศึกษาก็ยังจำกัดกลุ่ม ในความเป็นจริงมีรายงานว่าคู่ชีวิตเพศเพียงกันรวมถึงพ่อแม่ใบเลี้ยงเดี่ยวที่ให้การเลี้ยงดูบุตรนั้นมีมากถึงสองล้านคนในอเมริกา

อย่างไรก็ตามนักวิชาการทั้งสองท่านให้ความเห็นว่า “หลักฐานเชิงประจักษ์สามารถเป็นข้อยืนยันได้” Siegel คาดหวังว่ารายงานวิจัยชิ้นนี้จะส่งผลต่อการพิจารณาของศาลสูงหรือการถกเถียงในข้อกฎหมายของรัฐที่มีต่อประเด็นการแต่งงานและการรับอุปการะบุตรของคู่ชีวิตเพศเดียวกัน “มันไม่ใช่แค่ความหวังในเชิงการเมืองเท่านั้นนะ แต่มันคือความหวังทางวิทยาศาสตร์ทีเดียว…ซึ่งมันสามารถตอบข้อกังขาที่ว่าคนที่รักเพศเดียวกันนั้นไม่ควรให้กำเนิดบุตรหรือรับอุปการะบุตรบุญธรรม”

Siegel ยังได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Washington Post “เราไม่ได้อ้างว่านี่เป็นผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์ที่สุด แต่ข้อมูลที่มีในตอนนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะยืนยันได้ว่าสิ่งใดดีสำหรับเด็กๆ”

งานศึกษาที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งเป็นของ the National Longitudinal Lesbian Family Study ซึ่งริเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1986 การวิจัยนี้ได้ติดตามแม่ที่เป็นหญิงรักหญิงจำนวน 154 คน และเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้ตรวจสอบลูกๆวัยรุ่นจำนวน 78 คนของพวกเธอ โดยเปรียบเทียบกับการรายงานจากแม่และลูกๆกลุ่มตัวอย่างกลุ่มนี้ ซึ่งผลปรากฏว่าข้อมูลที่ได้ผิดไปจากตัวอย่างมาตรฐานของประชาชนทั่วไป

แม่หญิงรักหญิงรายงานว่าลูกๆของพวกเธอ “แสดงออกว่าพวกเขามีทักษะทางสังคมในระดับสูง รวมทั้งการเรียน ความรู้เชิงวิชาการ และความสามารถส่วนตัวด้วย มีปัญหาทางสังคมเพียงเล็กน้อย เท่าที่มีก็คือการแหกกฎ การท้าทาย เมื่อพิจารณาจากบุคลิกลักษณะภายนอกเปรียบเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน” Siegle และ Perrin กล่าวว่า “การรายงานผลคุณภาพชีวิตของลูกวัยรุ่นจากตัวอย่างนี้ จะพบว่ามันสามารถนำไปเปรียบเทียบกับผลการรายงานจากพ่อแม่ที่เป็นรักต่างเพศได้”

Siegel และ Perrin ยังอ้างถึงการศึกษาสามเรื่องที่ทำในสหรัฐอเมริกาและยุโรป สองเรื่องเกี่ยวข้องกับแม่หญิงรักหญิงและเรื่องที่สามเกี่ยวข้องกับชายและหญิงที่บรรลุนิติภาวะแล้วซึ่งระบุว่ามีพ่อแม่ที่อยู่ในความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกัน การศึกษาเหล่านี้พบข้อสรุปในทิศทางเดียวกันคือไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเด็กที่ถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่รักเพศเดียวกันกับพ่อแม่รักต่างเพศแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม Siegel กับ Perrin รายงานว่ามีการวิจัยหนึ่งจากออสเตรเลียที่เห็นแย้งในเรื่องนี้ โดยได้สัมภาษณ์ครูของเด็กๆจำนวน 58 คนที่ถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่รักต่างเพศที่แต่งงานกัน พ่อแม่รักต่างเพศที่ไม่ได้แต่งงาน และพ่อแม่เพศเดียวกัน ซึ่งผลการวิจัยพบว่ามีข้อสรุปที่หลากหลาย เด็กๆที่ถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่เพศเดียวกันจะอ่อนในเรื่องการใช้ภาษาและคณิตศาสตร์ แต่มีทักษะทางสังคมและทัศนคติเกี่ยวกับการเรียนรู้ในระดับที่สูงกว่าเด็กกลุ่มอื่น ยิ่งกว่านั้นเด็กในกลุ่มวิจัยนี้ที่ถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่เพศเดียวกัน ได้ถือกำเนิดจากพ่อแม่ต่างเพศแต่เกิดการหย่าร้างในภายหลัง ซึ่งนั่นน่าจะเป็นปัจจัยที่จะเพิ่มแรงกดดันให้แก่เด็ก” นักวิจัยชาวออสเตรเลียได้เสนอว่า “ลูกของพ่อแม่เพศเดียวกันมักจะถูกตีตราจากโรงเรียนและสังคม” ซึ่งจะเป็นการเพิ่มแรงกดกันมากยิ่งขึ้นไปอีก

Siegel ยังได้ยกเอางานศึกษาในลักษณะที่ต่อต้านพ่อแม่เพศเดียวกันของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสซึ่งเขาได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนวิธีวิจัยของงานชิ้นนี้ เนื่องจากนักวิจัยได้เปรียบเทียบเด็กๆที่มีความสุขจากการแต่งงานของพ่อแม่รักต่างเพศ กับเด็กๆที่พ่อแม่หย่าร้างกันภายหลังจากการมีความสัมพันธ์กันเพศเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสได้เชื่อมโยงงานทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความเชื่อในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่สอนว่าการเป็นคนรักเพศเดียวกันนั้นเป็นบาป

งานศึกษาจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสได้สะท้อนให้เห็นว่านักวิจัยที่ใช้วิธีศึกษาที่ผิดพลาดทางวิทยาศาสตร์โดยปราศจากการทบทวนตั้งคำถามเกี่ยวกับความผิดพลาดในกระบวนการเหล่านั้น ยิ่งทำให้เราจำเป็นต้องถกเถียงกันอย่างจริงจังบนหลักการทางวิชาการมากขึ้น.

ถอดความจาก
Gay Parents As Good As Straight Ones
MED prof’s finding comes as Supreme Court weighs same-sex marriage

เขียนโดย Rich Barlow
ที่มา: http://www.bu.edu/today/2013/gay-parents-as-good-as-straight-ones/

แปลโดย Anticha
จาก https://www.facebook.com/notes/653714238006206/

ภาพจาก https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10154345972290093&set=a.215294370092.270234.40484170092&type=1&theater

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>