อัญจารี แมว 99 ชีวิต

anjaree

ว่ากันว่าหญิงรักหญิงมักจะรักแมว  แต่หญิงรักหญิงแบบกลุ่มอัญจารี อาจจะป็นแมวเสียเองมากกว่า แล้วที่ว่ากันว่าแมวมี 9 ชีวิต  สำหรับแมวอย่างอัญจารี ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี ประเดี๋ยวโผล่มา ประเดี๋ยวก็เงียบหาย ก็อาจจะมีสัก 99 ชีวิต พอไว้ใช้เหลือเฟือจนกว่าประเด็นเรื่องสิทธิของหญิงรักหญิงจะถึงฝั่งฝัน ก่อตั้งในปี 2529 “กลุ่มอัญจารี”มีสมาชิกเริ่มแรกเพียงแค่ 4 คน แต่ละคนต่างก็มีวิถีชีวิตแตกต่างกันไป ในวันนี้

ไม่หรอก…พวก เธอไม่มีใครแต่งงานไปกับผู้ชายหรอก แต่ผู้ก่อตั้งทั้ง 3 คน ต่างก็มีภาระหน้ามากมาย และทำงานอยู่เบื้องหลังสิทธิของผู้หญิงอยู่อย่างเข้มแข็ง และคอยให้การสนับสนุนอัญจารีแบบออนดีมานด์ต่างกรรมต่างวาระไป มีเพียง อัญชนา สุวรรณานนท์ หรือ พี่แตงของน้อง ๆ คนเดียวที่ยังคงทำงานอยู่เบื้องหน้าอย่างแข็งขัน เป็นสัญลักษณ์ของ “อัญจารี”ดังเช่นที่ผ่านมา

จากวันที่ไม่มีใครลุกขึ้นมาทำงานเรื่องหญิงรักหญิง กลุ่มอัญจารีทำมาหมดแล้วนับตั้งแต่เปิดตัวกับสื่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2536 ทั้งจัดพูดคุยกลุ่มย่อย ให้คำปรึกษา เคลื่อนไหวในประเด็นสิทธิร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ ผลักดันเชิงนโยบายให้กรมสุขภาพจิตออกจดหมายรับรองว่า การรักเพศเดียวกันไม่ได้เป็นความผิดปกติ  ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ออกจดหมายข่าวของกลุ่ม จัดงานปาร์ตี้ระดมทุน หลายปีต่อมา เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาก้าวหน้า  สังคมหญิงรักหญิงมีการขยับเขยื้อน ขยายพื้นที่ เกิดมีกลุ่มที่สื่อสารกันผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น  เว็บไซต์ “เลสล่า” เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สังสรรค์ที่โด่งดั้งของหญิงรักหญิง ทั้งในโลกออนไลน์ และในโลกปาร์ตี้  ขณะที่ผับหญิงรักหญิงที่มีไม่มากนัก ทุกวันนี้ที่ยังคงอยู่ยั้งยืนยงก็คือ “เซต้า” 

 ในแวดวงสื่อสำหรับหญิงรักหญิง จดหมายข่าวอัญจารี คือสื่อของหญิงรักหญิงโดยเฉพาะฉบับแรกของเมืองไทย

จากยุคแรก ๆ ที่เป็นสื่อภายในจำกัดวงส่งให้เฉพาะกับสมาชิกเท่านั้น  ต่อมากลายร่างเป็น นิตยสารปกสี่สีมีดารามาขึ้นปกพูดประเด็นเรื่องหญิงรักหญิงวางจำหน่ายทั่วไป อย่างเปิดเผย ก่อนที่จะสุดท้ายจะแปลงโฉมมาเป็น จุลสารซีร็อกซ์ขาวดำ ในนาม an ที่นำเสนอเรื่องราวของหญิงรักหญิง รวมทั้งประเด็นคนรักเพศเดียวกันอื่น ๆ ไปพร้อม ๆ กัน

ทั้งหมดนั้นก็ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว อาจจะนานจนหญิงรักหญิง ทอม ดี้ รุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับแม็กกาซีนทันสมัยสำหรับทอม ดี้ หนึ่งอย่าง @tomact จะไม่เคยรู้จักหรือเคยได้ยินชื่ออัญจารี และจุลสารฉบับนี้มาก่อน

สำหรับสื่อประเภท เรื่องสั้น และนวนิยายหญิงรักหญิงนั้น ก็มีเส้นทางคล้าย ๆ กันคือ ส่วนใหญ่จะเผยแพร่กันเป็นที่รู้กันเฉพาะภายในกลุ่ม  ก่อนที่จะค่อย ๆ  เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีกลุ่มผู้อ่านที่คอยติดตามเป็นของตัวเองโดยเฉพาะ และมีนักเขียนหญิงรักหญิงรุ่นใหม่ ๆ มากมายเกิดขึ้นตามมา จนปัจจุบันมีหลากหลายสำนักพิมพ์เล็ก ๆ ที่พิมพ์งานเรื่องสั้น นวนิยายหญิงรักหญิงออกมาอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะสำนักพิมพ์สะพานที่ไม่เพียงแต่พิมพ์งานวรรณกรรมสำหรับคนรักเพศเดียว กันเท่านั้น หากเจ้าของสำนักพิมพ์ ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ ยังคงขยันขันแข็งกับการทำงานเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของคนรักเพศเดียวกัน เหมือนสมัยที่ก่อนหน้านั้นเธอเคยเป็นผู้ประสานงานของกลุ่มอัญจารี และเป็นบรรณาธิการวารสารของกลุ่ม ที่ทำทุกอย่างตั้งแต่เขียนเรื่อง เป็นบรรณาธิการ  ซีร็อกซ์ และเย็บแม็กมุงหลังคาหนังสือ กระทั่งขนหนังสือไปส่ง หรือคอยให้สัมภาษณ์กับสื่อเวลาที่ใครก็ตามมีคำถามเกี่ยวกับประเด็นสิทธิของหญิงรักหญิง

สมาชิกรุ่นเก่า ๆ ของอัญจารีคงยังจำได้ พื้นที่นัดพบ พูดคุยของอัญจารี มีตั้งแต่ นัดครั้งแรกที่สวนสาธารณะ จนถึงตามอพาร์ตเมนท์เล็กๆ หรือห้องอาหารที่สมาชิกบางคนเป็นเจ้าของ เดี๋ยวนี้ FB ที่ใคร ๆ ก็เล่น กลายเป็นช่องทางหลักที่เปิดโอกาสให้หญิงรักหญิงมากมายหลากรุ่นหลายวัยได้มา พบปะเจอะเจอกันทั้งโดยการเปิดเผยตัวตน และ ไม่เปิด ในส่วนของการเคลื่อนไหว ผลักดันเชิงนโยบายเกี่ยวกับสิทธิของคนรักเพศเดียวกัน นับจากที่อัญจารีเริ่มต้นงานเพื่อสิทธิของหญิงรักหญิง และสิทธิของคนรักเพศเดียวกัน

สมัยนี้ก็มีองค์กรใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งองค์กรเกย์ กะเทย เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ   ขยายเป็นงานสิทธิของ LGBTIQ ( หญิงรักหญิง ชายรักชาย คนรักสองเพศ กะเทย อินเตอร์เซ็กซ์ และเควียร์ )

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา ไม่ว่ากระแสเวลาจะผ่านไปเท่าไร แมวอย่าง “อัญจารี” ก็ยังคงอยู่

บางช่วงอาจเว้นวรรค หรือหยุดพักหายใจบ้าง บางช่วงอาจเข้าไปร่วมกับองค์กรอื่นๆ ใช้พื้นที่ร่วมกัน หรือบางครั้ง พี่แตงเดินทางออกนอกเส้นหญิงรักหญิงช่วงสั้นๆ มาช่วยจัดตั้งองค์กรเพื่อสิทธิของ LGBT เช่น โครงการจัดตั้งมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ ที่กำลังจะเป็นมูลนิธิเต็มตัวในเร็ววัน เมื่ออัญจารีลุกชึ้นมาจัดงานใหญ่อีกครั้งหลังห่างหายไปนาน เราจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษที่จะได้เข้าร่วมงาน “ชีวิตคู่และครอบครัวของหญิงรักหญิง ทอมดี้ : ความรักและอุปสรรคที่ก้าวข้ามได้”   เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ทีมจัดงานสมาชิกอัญจารีรุ่นใหม่ ๆ ประกอบไปด้วยมนุษย์ผู้หญิง ผู้ทอม ผู้เลส ผู้ทรานซ์ จำนวนมากมาย เรียกได้ว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่อยู่ในห้องประชุมวันนั้นคือผู้ร่วมจัด …. อบอุ่นจนแทบร้อน เป้าหมายของงานคือ การกระตุก กระตุ้น ชี้ ชวน ไช  ให้เพื่อนๆ หญิงรักหญิงร่วมด้วยช่วยกันคิด หันหน้าเข้าหา และ ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ในการก้าวไปสู่การรับรองสิทธิในชีวินคู่ของหญิงรักหญิง ซึ่งเราต่างก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า ความรักของ “ผู้หญิง” นั้นแสนจะยิ่งใหญ่เพียงใด เพราะผู้หญิงสามารถทำได้ทุกสิ่ง เพื่อทุก ๆ ความรัก

ฉะนี้แล้ว เมื่อเราต้องการความรัก เชิดชูความรัก การใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกันของเรา ไฉนเลยสังคมจึงมองไม่เห็นคุณค่า และมองข้ามความรักเราไป ตัดสินว่าความสัมพันธ์นี้มันไม่จริงจัง หรือบอกว่า ไม่ต้องเรียกร้องอะไรมากก็ได้ อยู่แต่ในที่ของตัวเองก็พอได้แล้ว เราเองก็อยากจะอยู่แต่ในที่ของเราเอง แต่อย่างที่คุณอัน ผู้ดำเนินรายการของเรากล่าวไว้ว่า “การเป็นครอบครัว ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของคนสองคนอีกต่อไป แต่เกี่ยวพันกับคนอีกจำนวนมากที่แวดล้อมชีวิตเรา”  ความรักของเรา เมื่อเจริญเติบโตขึ้น และ มีองค์ประกอบอื่นๆ เพิ่ม เช่น มีลูก มีทรัพย์สิน มีการอยู่ด้วยกันในระยะยาว ไม่ใช่แค่ความพึงพอใจในอารมณ์รัก หรือพึงพอใจในเพศสัมพันธ์แค่สั้นๆ หรือ ความรักชั่วประเดี๋ยวประด๋าว เราจึงต้องการการยอมรับจากสังคม และ การรับรองสิทธิที่จะช่วยให้การใช้ชีวิตคู่ในทางสังคม และกฎหมายของเราได้รับความยุติธรรม และเสมอภาคในฐานะที่เป็นพลเมืองคนหนึ่งของสังคมเช่นเดียวกับพลเมืองไทยคน อื่น ๆ

อย่างที่แขกรับเชิญคนสำคัญท่านหนึ่งของงานวันนั้น “คุณน้อง” คุณแม่ของน้องคิว ที่มาเล่าประสบการณ์ชีวิตให้เราฟังจะบอกว่า

“ชีวิตครอบครัวตอนนี้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว”

เพราะเธอรู้สึกว่ามีคนที่รักเธอ และ เธอรัก ได้อยู่ร่วมกัน โอบอุ้ม ฟูมฟักดูแลร่างกายและหัวใจน้อยๆ อีกสามดวงคือ น้องคิว และพี่สาวอีกสองคน ได้อย่างเต็มที่ แต่อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่    ไม่นอน เธอจึงเผยความกังวลให้เราฟังว่า

“ถ้าเราเป็นอะไรไป ก็อยากให้คนที่เราไว้วางใจที่สุด คือแฟน (เปิ้ล) ได้เป็นคนเลี้ยงดูลูกให้เรา ไม่อยากให้เค้าไปอยู่กับพ่อเด็ก”

สำหรับทุกคนที่ได้ฟังเรื่องราวของทั้งคู่ เข้าใจดีว่าเหตุผลของคุณน้องคืออะไร บางครั้ง “พ่อ “ ตามเพศที่สังคมยอมรับ ซึ่งได้ชื่อว่า“พ่อ” ทางกฎหมาย  ไม่ได้แปลว่าเขาจะรู้จัก เข้าใจ หรือได้เคยทำหน้าที่ “พ่อ” สักเท่าไหร่

สิ่งเหล่านี้ ถ้าแฟนคุณน้องในปัจจุบันไม่ใช่คุณเปิ้ลที่เป็นผู้หญิงด้วยกัน มันก็สามารถจะจัดการได้อย่างง่ายดาย  แต่กับคู่ผุ้หญิงสองคนที่รักกัน ดูแลกัน และช่วยกันลี้ยงลูกมาด้วยกัน ไม่ว่าจะอย่างไร อีกฝ่ายก็ไม่มีตัวตน หรือสิทธิในทางกฎหมาย ทุกวันนี้คุณน้องและคุณเปิ้ลมีความฝันว่าอยากจะมีลูกด้วยกันอีกคน  ขณะที่ในทางเทคโนโลยีไม่มีปัญหา  โดยคุณน้องจะรับหน้าที่อุ้มท้องลูกที่เกิดจากไข่ของคุณเปิ้ล  แต่สิ่งที่สร้างความกังวลให้กับคุณเปิ้ล และ คุณน้องมากกว่ากลับเป็นเรื่องของสถานภาพของลูกที่จะเกิดมาซึ่งไม่มีกฎหมาย รองรับ คุณเปิ้ลบอกว่า

“ไม่ใช่ว่าเรากลัวเรื่องการพูดคุยกับหมอ หรือ ขั้นตอนที่จะต้องไปทำ (กิ๊ฟท์) แต่ที่เรากังวลมากกว่าคือเค้าจะมีสถานภาพอย่างไร ถ้าไม่มีกม.รองรับตรงนื้ เราก็เลยคิดว่าเราจะรอก่อน และก็อยากจะให้กม.ออกมาเร็วๆ ก่อนที่เราจะแก่เกินไป”

ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมยังมองไม่เห็น หรือพร้อมที่จะมองข้ามไปได้อย่างง่ายดาย ขณะที่หญิงรักหญิงอีกหลาย ๆ คู่อาจจะไม่เคยคิดมาก่อนว่า ทำไมเราจึงต้องผลักดัน และเรียกร้องการได้รับรองสิทธิตามกฎหมายในการใช้ชีวิตร่วมกันของคนสองคนที่ เป็นเพศเดียวกัน กิจกรรมภาคบ่ายของงานในวันนั้น ยังคงมุ่งเน้นไปที่ประเด็นเรื่อง “การใข้ชีวิตคู่ กับการได้รับการรับรองสิทธิทางกฎหมาย”

ไม่ว่าจะเป็นการดูหนังเรื่อง If these walls could talk 2  ที่สะท้อนภาพการที่สังคมอเมริกันในทศวรรษที่ 1960 มีอคติต่อคนรักเพศเดียวกัน  ทำให้การใช้ชีวิตคู่ของหญิงรักหญิง ไม่ได้รับการรับรองสิทธิใด ๆ เลยในทางกฎหมาย รวมทั้งไม่แม้แต่จะมีตัวตนในทางสังคมที่มองเห็นแค่เพียงรูปแบบความสัมพันธ์ ที่มีแต่เฉพาะชายกับหญิงเท่านั้น การแบ่งกลุ่มย่อยระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับสิทธิทางกฎหมายต่าง ๆ ที่พึงได้รับในการใช้ชีวิตคู่ของคนสองคน การพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นหลังชมการแสดง และภาพยนตร์แอนนิเมชั่นสั้น ๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่และการได้รับการรับรองสิทธิของคนรักเพศเดียวกัน จากที่ได้ฟังความคิดเห็น และความรู้สึกจากเพื่อน ๆ หญิงรักหญิงทุกคนที่มาเข้าร่วมกิจกรรม เราก็พบว่า ทุกคนยังคงรู้สึกถึงการที่สังคมยังคงไม่ยอมรับหญิงรักหญิง

ยังมี ความกลัวอีกมากยังอยู่ในกลุ่มของเรา กลัวว่าเราจะไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยกัน กลัวว่าพ่อแม่ครอบครัว ไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับ กลัวสังคมปฎิเสธ ในขณะที่เราเองก็ขาดการเตรียมตัว หรือไม่รู้จะเตรียมตัวอย่างไร จะไปพึ่งใคร เมื่อเกิดปัญหา บางครั้งสิ่งที่เรามองเห็นเป็นเรื่องตลกนั้น  แท้จริงแล้วมันกลับเป็นเรื่องเจ็บปวดที่ขำไม่ออก จากที่ได้คุยกันมากขึ้นถึงสิทธิที่ขาดหายไป ทำให้ได้คิดทบทวนอะไรเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง

สิทธิ ในการได้รับการรักษาพยาบาล เช่น กรณีที่คู่เป็นข้าราชการ,  สิทธิในเรื่องเกี่ยวกับบุตร เช่น การเลือกใช้วิธีทำกิฟท์เมื่อต้องการ, สิทธิในการทำนิติกรรมสัญญา, สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับครอบครัว เช่น ภายใต้พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว หรือ การแจ้งคนหาย,  สิทธิในการรับผลประโยชน์จากคู่ เช่น ค่าเลี้ยงดู สิทธิที่หญิงรักหญิง คนรักเพศเดียวกันไม่เคยได้รับการคุ้มครองเหล่านี้ ตอกย้ำอีกครั้งถึงหตุผลที่เราจำเป็นต้องมาอยู่ร่วมกันในวันนี้

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้มองเห็นแต่ ประเด็น “สิทธิ” ที่ขาดหายไปเท่านั้น ในอีกด้านหนึ่งของความขาดหาย เราได้พบเพื่อนใหม่ ๆ ได้แลกเปลี่ยน ได้ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน  นอกจากนั้น เรายังได้ช่วยกันให้ข้อมูล ตอบแบบสอบถามงานวิจัย “เพศวิถีหลากหลายในความหมายของครอบครัว”  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยของโครงการจัดตั้งมูลนิธิเพื่อสิทธิและความ เป็นธรรมทางเพศ ซึ่งจะเป็นข้อมูลซึ่งจะถูกนำมาใช้เป็นฐานที่สำคัญในการผลักดันกฎหมายนี้ ,นอกจากนี้เรายังมีเพื่อนที่ไม่ได้เป็นหญิงรักหญิงแต่เป็นนักกฎหมาย

มาช่วยเตือนให้เราได้คิดว่า เรายังจะต้องมองในรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นอะไรอีกบ้าง อย่างเรื่องกฎหมายว่าด้วยสถานภาพบุคคลที่ปัจจุบันระบุไว้ว่าครอบคลุมเฉพาะ หญิงและชาย ( ที่เป็นรักต่างเพศ ) เท่านั้น  ซึ่งควรจะต้องแก้ไขถ้อยคำให้ครอบคลุมทุกเพศได้ ซึ่งทางเลือกหนึ่งในการแก้ไขกฎหมาย  ก็คือเราอาจจะเสนอให้มีกฎหมายซึ่งคนทุกเพศสามารถใช้ร่วมกันก็ได้ ไม่ใช่เสนอเฉพาะกฎหมายการรับรองสถานะชีวิตคู่ของคนรักเพศเดียวกัน และเพศอื่น ๆ เป็นกฎหมายเฉพาะเท่านั้น

 

_15_2_15_3_15_4

 

ในท้ายที่สุดก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน เราได้ชวนกันคุยถึงสิ่งที่อยากจะทำร่วมกันต่อไปในอนาคต อัญจารีวางแผนว่าจะจัดงานแต่งงานของหญิงรักหญิงหลาย ๆ คู่ ภายในชื่องาน “อัศจรรย์แห่งความรัก” ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ( 2556 ) เพื่อให้สังคมเห็นว่า มีคู่หญิงรักหญิงหลายคู่ที่มีความต้องการอย่างนี้จริงๆ และสำหรับ for-sogi เอง ก็คงจำเป็นต้องจัดเวทีคุยแบบนี้บ่อยๆ เพื่อให้เกิดการแลกแปลี่ยน และความตระหนักในประเด็นอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดการยกร่างกฎหมายที่เป็นของพวกเรา ในเร็วๆ นี้ 26 ปีบนเส้นทางของการต่อสู้เพื่อสิทธิหญิงรักหญิงของกลุ่มอัญจารี แมวตัวนี้ได้ผ่านช่วงเวลาทั้งเกิด แก่ เจ็บ และเกือบตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่เธอก็จะไม่มีวันตาย เพราะเธอคนนี้มีชีวิตมากมาย ลุกขึ้นมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ และยังมีชีวิตอีกมากมาย ที่ได้รอติดตามอย่างลุ้นระทึก แล้วอย่างนี้ จะไม่ให้บอกว่าแมวชื่ออัญจารี มีมากกว่า 99 ชีวิตได้อย่างไร วันนี้ เป็นอีกวันที่บอกกับเราอย่างนั้น.

……………….

บทความโดย  สุไลพร ชลวิไล และ สุพีชา เบาทิพย์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>